โฮมออฟฟิศ

โฮม…ออฟฟิศ
ภาษี ในงานก่อสร้าง / การคำนวณภาษี
เศรษฐกิจ…ยุคค่าเงินบาท…แข็งโป๊ก…ทำให้ผู้ประกอบการหลายราย ต้องหันมา…กุมขมับ รัดเข็มขัดกันท้องกิ่ว อาคารสำนักงานที่มีให้เช่ากันเกร่อ กลายเป็นสำนักงานร้างแทบจะทั่วเมือง ผู้ประกอบการหลายต่อหลายรายต้องปรับตัว ถอยจากสำนักงานหรู ที่ค่าเช่าแพงระยับ หันกลับมาตายรัง ยึดบ้านที่พักอาศัย ปรับปรุงให้เป็นสำนักงานครึ่งหนึ่ง และบ้านครึ่งหนึ่ง… ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา…ใคร ๆ ต่างพากันเรียกแบบเท่ห์ว่า…โฮม ออฟฟิศ – 70 % ให้บริษัทฯ เป็นผู้ใช้ และเป็นผู้ครอบครง ไอ้เรื่องที่ว่าไม่ได้…มันเลยกลายเป็นเรื่องที่ต้องโต้แย้ง ที่สำคัญงานนี้ปัญหามาเยือนแน่…ไม่ช้าก็เร็ว เพราะ
การเลือกทำเลที่ตั้งเป็นสิทธิของผู้ประกอบการโดยตรง ใครจะมาว่าคงจะไม่ได้ และการที่ผู้ประกอบการ ในฐานะเจ้าของบ้าน แบ่งพื้นที่ในบ้านเพื่อใช้เป็นสำนักงานก็คงจะไม่มีใครกล้าเข้าไปขวางเช่นกัน แต่เมื่อใดที่เจ้าของบ้าน…เปลี่ยนใจหันกลับมาคิดค่าเช่าบ้าน…(ทั้งหลัง) กับบริษัทฯ เพื่อนำไปจ่ายชำระค่างวดให้กับสถาบันการเงิน โดยที่ตัวเองกะจะอยู่บ้าน…ฟรี เพราะคิดว่าแค่ห้องเดียว…ที่เหลือกว่า 60
การที่ผู้ประกอบการนำบ้านอยู่อาศัยของตัวเอง มาเป็นสำนักงานส่วนหนึ่ง และเป็นบ้านพักอาศัยส่วนหนึ่ง แต่คิดค่าเช่าบ้านจากบริษัทฯ เต็มมูลค่าเสมือนว่า บริษัทฯ ได้เช่าบ้านทั้งหลัง งานนี้เรื่องจะกลับกลายเป็นว่า ผู้ประกอบการได้อาศัยอยู่ในบ้าน หรือพักอาศัยฟรี…ไม่ต้องเสียสตางค์…ซึ่งผลประโยชน์ของการได้พักฟรีถือเป็นเงินได้ ของผู้ประกอบการ…ไปโดยไม่รู้ตัว หากยังไม่เชื่อ หรือยังทำหน้างง ๆ ลองไปฟังคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 23/2533 เพื่อทำความเข้าใจก่อนดังนี้

1.กรณีลูกจ้างได้อยู่บ้านของนายจ้าง โดยไม่เสียค่าเช่า ให้คำนวณประโยชน์เพิ่มจากการนี้เป็นเงินได้พึงประเมินในอัตราร้อยละ 20 ของเงินเดือน หรือค่าจ้าง รวมทั้งเงินเพิ่มตลอดปี (ถ้ามี) โดยไม่รวมเงินโบนัสที่จ่ายเป็นรายปี
(1) กรณีลูกจ้างได้อยู่บ้านของนายจ้างโดยไม่เสียค่าเช่า ให้คำนวณประโยชน์เพิ่มจากการนี้ เป็นเงินได้พึงประเมินในอัตราร้อยละ 20 ของเงินเดือน หรือค่าจ้าง รวมทั้งเงินเพิ่มตลอดปี (ถ้ามี) โดยไม่รวมเงินโบนัสที่จ่ายเป็นรายปี
(2) กรณีลูกจ้างหลายคน ได้อยู่บ้านของนายจ้างหลังเดียวอยู่รวมกันโดยไม่เสียค่าเช่า ให้คำนวณประโยชน์เพิ่มตามเกณฑ์ใน (1) เป็นเงินได้พึงประเมินของลูกจ้างแต่ละคน
(3) กรณีลูกจ้างหลายคน ได้บ้านของนายจ้างหลังเดียวอยู่รวมกันโดยไม่เสียค่าเช่าตาม (1) ไม่ว่าจะเป็นการโต้แย้งในชั้นสอบสวน ไต่สวน หรือในชั้นอุทธรณ์ก็ตาม ให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินค่าเช่าของบ้านนั้น ๆ ว่าสมควรให้เช่าได้ตามปกติปีละเท่าใด และให้ทำบันทึกการประเมินไว้เป็นหลักฐาน แล้วรายงานขอความเห็นชอบจากอธิบดีกรมสรรพากร และให้ถือว่าค่าเช่าที่ได้ทำการประเมินนี้ เป็นเงินได้ของลูกจ้างที่จะนำมาทำการประเมิน หรือพิจารณาชี้ขาดของเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี และให้ถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณเงินได้ในปีภาษีต่อไปด้วย เว้นแต่มีข้อเท็จจริง หรือสภาพของบ้านเปลี่ยนแปลงไป
(4) กรณีลูกจ้างหลายคน ได้บ้านของนายจ้างตาม (3) หลังเดียวอยู่รวมกัน ให้เฉลี่ยค่าเช่าบ้านที่ประเมินได้ตาม (3) เป็นเงินได้ของลูกจ้างแต่ละคนตามส่วนของเงินเดือน หรือค่าจ้าง รวมทั้งเงินเพิ่มตลอดปี (ถ้ามี) โดยไม่รวมเงินโบนัสที่จ่ายเป็นรายปี และให้ถือว่าค่าเช่าบ้านที่ได้ทำการประเมินนี้ เป็นเงินได้ของลูกจ้างที่จะนำมาทำการประเมิน หรือพิจารณาชี้ขาดของเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี และให้ถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีเงินได้ในปีภาษีต่อไปด้วย เว้นแต่มีข้อเท็จจริง หรือสภาพของบ้านเปลี่ยนแปลงไป
(5) กรณีลูกจ้างได้อยู่บ้านของนายจ้างโดยไม่เสียค่าเช่า และเป็นบ้านที่นายจ้างได้ไปเช่าจากบุคคลอื่นมาอีกต่อหนึ่ง ให้คำนวณประโยชน์เพิ่ม จากการนี้เป็นเงินได้พึงประเมินตามค่าเช่าที่นาย จ้างได้จ่ายไปจริง
(6) กรณีลูกจ้างหลายคน ได้บ้านของนายจ้างตาม (5) อยู่รวมกัน ให้เฉลี่ยค่าเช่าบ้านที่นายจ้างได้จ่ายไปจริงตาม (5) เป็นเงินได้ของลูกจ้างแต่ละคนตามส่วนของเงินเดือน หรือค่าจ้าง รวมทั้งเงินเพิ่มตลอดปี (ถ้ามี) โดยไม่รวมเงินโบนัสที่จ่ายเป็นรายปี
ก่อนที่จะเกิดอาการแพ้…ข้อมูลทางด้านภาษี…ขอสรุปข้อมูลให้ฟังแบบง่าย ๆ ให้เข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องส่งให้ศาล…ตีความให้เสียเวลา…โดยสรุปว่าหากบ้านที่ให้อยู่…เป็นบ้านของบริษัท
– ลูกจ้างจะมีเงินได้เพิ่มขึ้น…20% ของเงินเดือน และผลตอบแทนอื่น ๆ
– หากลูกจ้างอยู่กันหลายคน…แต่ละคนจะมีเงินได้เพิ่ม 20% ของเงิน เดือน และผลตอบแทนอื่น
– หากกำหนดค่าเช่าที่เหมาะสมได้ ลูกจ้างจะมีเงินได้เพิ่มเท่ากับค่าเช่าที่กำหนด
– หากกำหนดค่าเช่าได้ แต่อยู่กันหลายคน…ลูกจ้างแต่ละคนจะมีเงินได้เพิ่มตามสัดส่วนของเงินเดือนที่แต่ละคนได้รับหากบ้านที่ให้อยู่…เป็นบ้านที่บริษัทเช่า
– ลูกจ้างจะมีเงินได้เพิ่มขึ้น…เท่ากับค่าเช่าที่บริษัทจ่าย
– หากพักอยู่หลายคน…ลูกจ้างแต่ละคนจะมีเงินได้เพิ่ม ตามสัดส่วนของเงินเดือนที่แต่ละคนได้รับ
งานนี้เชื่อว่าผู้ประกอบการที่…มีเคราะห์ เอ๊ย มีโฮมออฟฟิศคงจะรู้ชะตากรรมของตนเองเป็นอย่างดี แต่เพื่อให้ตายใจเลยขอมอบตัวอย่างเรื่องจริง…เตือนใจ ให้อ่าน เพื่อให้สำนึกอีกครั้งว่า…
“ในการกำหนดมูลค่า ของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า สำหรับบ้านพักที่บริษัทฯ สร้างให้พนักงานพักอาศัย พนักงานจะคำนวณประโยชน์เพิ่มเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตราร้อยละ 20 ของเงินเดือนหรือค่าจ้าง รวมทั้งเงินเพิ่มตลอดปี (ถ้ามี) โดยไม่รวมเงินโบนัสที่จ่ายเป็นรายปี หรือคำนวณตามอัตราค่าเช่าบ้านที่เจ้าพนักงานประเมินในแต่ละพื้นที่ที่มีบ้านพักของบริษัทฯ ตั้งอยู่ ได้ทำการประเมินโดยการประเมินอัตราค่าเช่าบ้านดังกล่าว จะต้องได้รับความเห็นชอบจากอธิบดีกรมสรรพากร และให้ถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณเงินได้ในปีภาษีต่อไปด้วย เว้นแต่จะมีข้อเท็จจริงหรือสภาพของบ้านเปลี่ยนแปลงไปตามข้อ 1 (3) ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 23/2533 : 26 เมษายน 2533 (กค 0706/00119 : 7 มกราคม 2547)”
เงินเดือน…200,000 บาท…รวมกับการที่ได้อยู่อาศัยฟรี…อีก 20 % ต้องเสียภาษีเงินได้เพิ่มเติม…เท่าไหร่…ไม่อยากคิด…คิดออกอยู่อย่างเดียวว่า…ไม่มี…ไม่หนี…ไม่จ่าย
ด้วยรัก
นายภาษี
อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: