กฏหมายก่อสร้าง

กฏหมายก่อสร้างบทความที่ 18
กฎหมายอาคาร / กฎหมายควบคุมอาคาร
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกๆ ท่าน ฉบับนี้ผู้เขียนจะขอนำเสนอประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงนี้ คือปัญหา 2 กรณีที่มักพบเมื่อก่อสร้างอาคารโครงการใหญ่ๆ ซึ่งได้แก่
กรณีที่หนึ่ง การก่อสร้างกระทำความเดือดร้อนให้อาคารข้างเคียงชำรุด แตกร้าว ทรุดเอียงหรือพังทลายลงมา เช่น อาคารทาวน์เฮาส์ พักอาศัยย่านบางกะปิสิบกว่าห้องทรุดพังลงมาเนื่องจากเป็นอาคารเดิม ก่อสร้างมานานแล้ว เมื่อมีโครงการใกล้ๆ เกิดขึ้นซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ทำให้สั่นสะเทือนถึงขั้นเสียหาย
กรณีที่สอง เดือดร้อนเองโดยผู้ก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ และเจ้าของโครงการถูกดำเนินคดีตามพรบ.ควบคุมอาคาร เพราะฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในใบอนุญาตก่อสร้าง หรือในใบรับการแจ้งความประสงค์จะก่อสร้างอาคาร ทำให้มีเศษวัสดุ เศษฝุ่น เศษดินตกหล่น ฟุ้งกระจายสู่ภายนอกโครงการครับ
มีผู้อ่านท่านหนึ่งที่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างได้สอบถามว่า จะมีวิธีการแก้ไขล่วงหน้าอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทั้งสองกรณีที่กล่าวมาข้างต้น (ที่จริงต้องเรียกว่าจะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวอย่างไรครับ) ผู้เขียนได้ตอบให้ทราบไปแล้วครับ และเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านท่านอื่นด้วยเช่นกัน ในส่วนของกฏหมายก่อสร้างนี้ จึงขอนำเสนอให้ผู้อ่านทุกท่าน ณ ที่นี้ครับ
สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาอาคารข้างเคียงเสียหาย ในกรณีแรก เป็นเพราะว่าโครงการที่ก่อสร้างใหม่ขาดความระมัดระวัง ลดมาตรการการลดความสั่นสะเทือนตลอดจนเร่งรัดก่อสร้างอาคาร และเป็นส่วนงานที่ก่อสร้างอยู่ต่ำกว่าพื้นดิน ซึ่งมีเทคนิควิธีการก่อสร้างที่ต้องระมัดระวังและดูแลป้องกันเป็นการเฉพาะดังนี้
กรณีที่หนึ่ง
1. เสาเข็ม เป็นชนิดเข็มตอกธรรมดาไม่ได้มีการขุดดินออกก่อนเช่น ใช้เสาเข็มรูปตัวเอหรือรูปสี่เหลี่ยมตันโดยมีปั้นจั่นลูกตุ้มตอกจึงเกิดแรงสั่นสะเทือนและดินถูกอัดแน่นไปดันดินข้างเคียง ทำให้ฐานรากอาคารนั้นๆ เคลื่อนตัวเสียหาย หรือเกิดดินปูด ทำให้พื้นบ้านเสียหายการป้องกัน
การป้องกัน
ใช้เสาเข็มชนิดเข็มเจาะจะเป็นระบบแห้งหรือเปียกก็ได้ หรืออาจใช้เสาเข็มชนิดเจาะนำ เช่น เสาเข็มกลม
และกลวงตรงกลาง โดยการตอกจะมีสว่านเจาะดินขึ้นมา และมีปั้นจั่นระบบสั่นสะเทือนน้อยเป็นระบบ ไฮโดรลิกตอกบนหัวเสาเข็ม ซึ่งจะทำให้งานเสาเข็มไม่ไปดันดินบ้านข้างเคียง
2. การขุดดินทำงานชั้นรากฐานหรือชั้นใต้ดิน ต้องมีผนังหรือแนวป้องกันดินพัง หรือดินไหลเคลื่อนตัวจากด้านข้าง และไม่ต้องถอนแนวออกเมื่อทำฐานรากเสร็จเพราะอาจทำให้ดินเคลื่อนตัวได้ อีกทั้งทำให้อาคารข้างเคียงเสียหาย เนื่องจากหากถอนชั้นมาจะมีช่องว่างให้ดินเคลื่อนตัว
3. การวางแผนทำงานชั้นฐานรากในแนวด้านข้างอาคารผู้อื่น ไม่ควรระดมทำพร้อมกันตลอดทั้งแนว แต่สลับ/ทำเว้นฐานราก แล้วกลับมาทำใหม่
4. เจ้าของอาคารและผู้รับเหมาต้องยอมลงทุนในส่วนนี้ เพื่อป้องกันปัญหาความเดือดร้อนต่ออาคารข้างเคียง ซึ่งจะส่งผลถึงโครงการเนื่องจากจะถูกระงับการก่อสร้างตามกฏหมาย โดยจะมีโทษตามกฏหมายควบคุมอาคารฐานไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในใบอนุญาต มีโทษตามกฏหมายแพ่งและพาณิชย์รวมถึงตามกฏหมายอาคารด้วย (ผู้เขียนได้เคยเขียนถึงรายละเอียดไว้ในบทความก่อนๆ)
กรณีที่สอง
ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุการไม่ทำตามมาตรการป้องกันต่างๆ ให้ครบถ้วนซึ่งเป็นเงื่อนไขในใบอณุญาตเช่นกัน โดยจะเน้นในส่วนโครงสร้างของอาคารทั้งหลังและทุกส่วนของโครงการ การ ป้องกันปัญหากรณีนี้ ทำได้โดยง่ายเพียงแต่เจ้าของโครงการ ผู้รับเหมา ผู้ควบคุมงาน และบริษัทที่ปรึกษาควบคุมงาน (หากมี) ต้องช่วยกันดูแลมาตรการป้องกันต่างๆ ทำให้ครบและถูกต้อง รวมถึงดูแล และซ่อมแซมให้มาตรการต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์ของมันให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยสมบูรณ์อยู่เสมอ
มาตรการเหล่านี้ เป็นการป้องกันเพื่อความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้างจากฝุ่นละออง เศษดิน เศษวัสดุตกหล่นจากที่สูง หรือความสกปรกซึ่งเดือดร้อนต่อข้างเคียง และกระทบถึงการจราจรเช่น การปล่อยน้ำทิ้ง เศษดินติดรถล้อขนวัสดุเข้า ออกจากโครงการออกถนนทางสาธารณะ หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบปัญหา หรือได้รับการร้องเรียนมาจากประชาชน ทางโครงการจะได้รับคำเตือน หลายโครงการเพิกเฉยไม่รีบแก้ไข ก่อให้เกิดความเดือดร้อยแก่ประชาชนบริเวณใกล้เคียงต่อ ทางราชการจะใช้มาตรการตามกฏหมายมาบังคับใช้ซึ่งโครง การจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน สิ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการตั้งแต่เริ่มโครงการคือ
1.ทำรั้วกั้นโดนรอบบริเวณก่อสร้าง มีประตูทางเข้าออกหนึ่งทาง (รั้วทำด้วยวัสดุถาวร)
2.ทำพื้นช่องทางเขาออกด้วยคอนกรีตหรือยางมะตอย
3.ทำที่ล้างล้อรถยนต์ที่ขนวัสดุเข้าออก ซึ่งควรมีที่ฉีดล้างล้อรถด้วย
4.ทำรางระบายน้ำ ดักน้ำไม่ให้ไหลออกนอกโครงการ โดยต้องทำบ่อพักดักขยะไว้ด้วยก่อนปล่อยน้ำทิ้งออกสู่ภายนอกที่เชื่อมกับท่อระบายน้ำสาธารณะ
5.จัดกำลังคนงานกวาดถนน คอยเก็บกวาดเศษดิน น้ำที่ติดล้อบางส่วนออกสู่ถนนสาธารณะตลอดเวลาอยู่หน้าทางเข้าออก
6.ติดตั้งป้ายบอกชื่อโครงการ เจ้าของโครงการ ผู้รับเหมา ผู้ควบคุมงาน และวันเริ่มต้นและสิ้นสุด
การก่อสร้าง
7.ไม่กองดินที่ขุดขึ้นมาไว้ในบริเวณก่อสร้างเพราะอาจจะพังลงมาเป็นอันตรายได้ (ต้องขนออกไปทิ้งในที่ดินที่ได้เตรียมการไว้แล้ว)
8.ในส่วนโครงสร้างฐานรากได้กล่าวไว้ในกรณีแรก และในส่วนโครงสร้างเหนือพื้นดินต้องมีการทำเครื่องป้องกันโดยรอบตัวอาคารเป็นโครงเหล็กถัก หรือแป๊บถัก และมีตาข่ายเหล็กมีผ้าใบหนาเพื่อยึดป้องกันวัสดุก่อสร้างตกหล่น หรือกระเด็นออก (ทุกวันนี้เห็นมีแต่สแลนขึงไม้ดูเป็นสีเขียวๆ ได้ผลทางจิตวิทยาเท่านั้น แต่ไม่สามารถป้องกันวัสดุตกหล่นหรือกระเด็นได้)
9.ต้องพรมน้ำพื้นที่ก่อสร้างทุกชั้นเพื่อป้องกันฝุ่นฟุ้งกระจาย และควรเก็บเศษวัสดุ ทำความสะอาดทุกชั้นทุกวันหลังเลิกงาน
10.การขนวัสดุ เศษวัสดุทิ้งต้องใส่ถุงลำเลียงลงตึกเพื่อขนขึ้นรถไปทิ้ง ไม่เก็บกองที่ชั้นใดชั้นหนึ่ง
11.เครนยกภาชนะใส่คอนกรีตเหลว ขณะยกขึ้นต้องระมัดระวัง ไม่รีบร้อนเพราะอาจจะไปเกี่ยวกับส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารระหว่างก่อสร้าง และอาจไปตกใส่ลงบนบ้านข้างเคียงเป็นอันตรายได้
ที่ผู้เขียนได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นที่เตือนให้ทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างได้ระมัดระวัง ไม่คิดแต่ได้อย่างเดียว เพราะนอกจากจะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนแล้วยังจะต้องเดือดร้อนเองด้วยครับ

สวัสดีครับ
ดร. วิรัช ศิลป์เสวีกุล
วิศวกรโยธา 8 วช. (ด้านควบคุมอาคาร) กทม.

อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

Advertisements

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: