บ้านดิน / EARTHEN HOUSE

บ้านดิน การหวนกลับคืนสู่สถาปัตยกรรมธรรมชาติด้วยแรงแห่งสองมือสองเท้า
บ้านดิน / ทัศนะคนสร้างบ้านดิน
บ้านดิน การหวนกลับคืนสู่สถาปัตยกรรมธรรมชาติด้วยแรงแห่งสองมือสองเท้า
ราชบดินทร์ บุญไชโย
http://www.baandin.org
บ้าน (คำนาม) ที่อยู่ ,สิ่งปลูกสร้างสำหรับเป็นที่อยู่อาศัย
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.2525 ได้ให้ความหมายของคำว่า”บ้าน” ไว้ดังนี้ แต่
ถ้าจะให้นิยามคำว่า “บ้าน”สำหรับแต่ละคนอาจได้ความหมายเป็นร้อยพัน ต่างกันไปตามแต่ละบุคคลที่มีความผูกพันหรือมีช่วงชีวิตผ่านมาอย่างไรกับคำว่า”บ้าน”ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานของการดำรง ชีวิตของมนุษย์ทั้งยังเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงรูปแบบวิถีการดำรงชีวิต ความเชื่อ วัฒนธรรมของแต่ละคนหรือแต่ละชุมชนท้องถิ่นด้วยซึ่งได้ถูกสะท้อนออกมาทั้งทางด้านการเลือกใช้วัสดุ รูปทรงการแก้ปัญหาในวิธีการก่อสร้าง องค์ประกอบและพื้นที่หรือลักษณะการใช้สอยที่ว่างนั้นๆ ด้วยเช่นกัน
บ้านดิน (EARTHEN HOUSE) หรือการสร้างบ้านด้วยดินเกิดขึ้นมาคู่กับที่มนุษย์ได้เรียนรู้การสร้างที่อยู่อาศัยมาช้านานในหลายพื้นที่บนโลก เช่น อินเดีย ประเทศในตะวันออกกลาง ยุโรป อเมริกาต่างล้วนมีผู้สร้างบ้านด้วยดินมากมาย ซึ่งยังคงทนแข็งแรง ใช้งานได้ดีบางแห่งมีอายุถึงหลายร้อยปีเป็นภูมิปัญญาของโลกที่ได้สั่งสมพัฒนามาเพื่อการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างพอเพียงและด้วยความเคารพอ่อนน้อมรู้คุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ
ด้วยความร่วมมือขององค์กรเอกชน”อาศรม วงศ์สนิท”และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเรื่องการสร้างบ้านดินจากต่างประเทศคือกลุ่ม “KLEIWERKS” ได้ร่วมจัดทำ WORKSHOP การทำบ้านด้วยดินขึ้นที่
บ้านศรีฐาน อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธรเป็นเวลา 10 วัน (ระหว่างวันที่ 14-25 มีนาคม 2545) เป็นการอบรมการทำบ้านด้วยดินหรือวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่นให้แก่ชุมชนเพื่อเป็นตัวอย่างในการนำไปใช้ในชีวิตของชาวบ้าน ที่มุ่งเน้นให้พึ่งพิงตนเองได้โดยการทำบ้านด้วยตัวเองหรือการช่วยเหลือของคนในชุมชน
อีกทั้งเป็นการใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นเช่น ดินเหนียว ทราย ฟางข้าว แกลบที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวผลิตผลแล้วมาใช้ทำบ้านนอกจากจะประหยัดมากแล้ว (ค่าใช้จ่ายประมาณ 2 หมื่น ถึง 4 หมื่นบาทแล้วแต่ลักษณะรูปแบบของบ้าน)ยังเป็นการช่วยรักษาสภาพแวดล้อมอีกทางหนึ่งด้วย
30 ชีวิตจากหลายวัยหลายชนชาติมาร่วมกัน “สร้างบ้านด้วยดิน”กันกลางพื้นที่นาของชายหนุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ชื่อ”โจน จันได”ผู้ทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษและทดลองสร้างบ้านดินเป็นของตนเองมาเป็นระยะเวลา 4 ปีแล้ว บ้านดินเริ่มก่อร่างจากดินเหนียวที่หาได้ในละแวกนั้นเองมาเริ่มคลุกเคล้ากับดินทรายท้องนา ฟางข้าว น้ำจากบ่อใกล้ ๆ ถูกย่ำ นวดด้วยแรงแห่งความมุ่งมั่น สามัคคีของทุกคน (ลงแขก) จนเข้ากันดี แล้วก็เริ่ม “ก่อ”เริ่ม “ปั้น” ละเลง “ด้วยมือด้วยเท้า”จนบ้านเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้อย่างงดงาม
เมื่อครั้งยุคแห่งความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจการค้าและความเบ่งบานของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อาคารบ้านเรือน ตึกสูง ห้องแถวอาคารพาณิชย์ผุดขึ้นมากมายท่ามกลางป่าคอนกรีตแห่งชุมชนเมือง แต่ภายหลังที่ฟองสบู่แตกเราก็ได้สติกลับมาย้อนคิดพิจารณาความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้าว่าเราได้สร้างอะไรขึ้นมาบ้างและได้ทำลายหรือได้สูญเสียสิ่งใดไปบ้างกับความลุ่มหลง ฟุ้งเฟ้อของคำว่า “พัฒนา” เราอาจจะตกใจกับคำตอบที่ได้รับก็ได้และนั่นก็เป็นอีกบทเรียนหนึ่งของการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์นั่นเองซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆอยู่ตลอดเวลาและเรียนรู้ที่จะแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น สภาพแวดล้อมของชุมชนเมืองที่นับวันอาจจะเห็นปัญหาความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกขณะนี้ ทั้งเรื่องมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมปัญหาสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจของคนความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวที่ห่างเหินกันจนถึงระดับชุมชนที่ขาดความเข้าอกเข้าใจกันพฤติกรรมเหล่านี้อาจเกิดจากการถูกบีบรัดจากเงื่อนไขมากมายที่เราเพียงเร่งรีบวิ่งตามเกินไปแทนที่จะได้หยุดคิดพิจารณาอย่างมีสติซึ่งเป็นผลมาจากความซับซ้อนของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเสียจนตั้งตัวไม่ทัน
การได้กลับมาสัมผัสกับดิน ,ฟาง วัสดุธรรมชาติอย่างใกล้ชิดนี้เองที่ทำให้เราได้หยุดคิดและหวนคืนสู่ความรู้สึกดั้งเดิมของการที่ครั้งหนึ่งเราเคยได้อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสนิทสนมมีความรัก ความเคารพในสรรพสิ่งที่ธรรมชาติได้มอบให้กับเราไว้อย่างมากมาย ก้อนดินเม็ดทราย ฟางข้าว ที่ธรรมชาติได้มอบให้เรานี้ ได้ถูกรวมประสานถักทอเป็นเนื้อเดียวกันด้วยหยาดเหงื่อแรงกายแรงใจและความร่วมมือของผู้ที่มาช่วยกันสร้างมันขึ้นมาและหัวใจของคนก็ได้รวมเป็นหนึ่งเดียวเช่นกันกับ ดิน
หากจะมองคุณค่าของ “บ้านดิน” นี้ อาจใช้มาตรฐานทางอุตสาหกรรมของสถาบันใดมาวัดก็คงมิได้หากแต่เป็นคุณค่าของลักษณะงานทางสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณเป็นการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมกับชีวิตอย่างตรงไปตรงมาวัสดุที่ประกอบกันขึ้นมาได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่เต็มกำลัง และมีสัจจะมีความงามทางศิลปะที่เป็นลักษณะของงาน “ฝีมือ” (ซึ่งรวมทั้ง “ฝีเท้า” ด้วย)
นี่อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับท้องถิ่นและชุมชนที่ต้องการหาวิธีการในการที่จะรบกวนสภาพแวดล้อมให้น้อยที่สุดใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น ไม่ก่อมลภาวะมีความแข็งแรงทนทานเพียงพอในการอยู่อาศัยได้อย่างมั่นคงปลอดภัยและประหยัดตามวิถีแห่ง “ชีวิตที่พอเพียง”
อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: