สถาปัตยกรรมไทย

ประเภทของเรือนไทย
สถาปัตยกรรมไทย / บ้านทรงไทยกับสถาปัตยกรรม
ประเภทของเรือนไทย
เป็นที่ทราบกันดีว่า ครอบครัวไทยมีลักษณะเป็นครอบครัวใหญ่ คือ นอกจากพ่อแม่ลูกแล้ว ยังพรั่งพร้อมไปด้วยวงศาคณาญาติหลายชั้นด้วยกัน แม้เมื่อลูกๆ แต่งงานออกเรือนแล้วก็ยังคง พักอาศัยอยู่กับพ่อแม่และยังรวมเอาญาติพี่น้องฝ่ายเขยหรือสะใภ้เข้ามาอยู่ด้วย หรือแม้จะแยก ครอบครัวไปแล้ว พ่อแม่ก็ยังคงติดตามดูแลเอาใจใส่อยู่เสม
ด้วยเหตุดังกล่าว ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวไทย จึงแน่นแฟ้น และเคารพเชื่อฟังกันตามลำดับอาวุโส และก่อให้เกิดบ้านหรือเรือนไทยในลักษณะต่างๆ ดังนี้คือ
1. เรือนครอบครัวเดี่ยว
เรือนประเภทนี้เป็นเรือนสำหรับพ่อ แม่ และลูกที่ยังไม่แต่งงาน โดยทั่วไปมักประกอบไปด้วยเรือนนอน 1 หลัง เรือนครัว 1 หลัง ระเบียงและชานร่วม สำหรับเรือนนอนนั้นมีห้องนอน 1 ห้อง โถง 1 ห้อง ซึ่งมีขนาดความกว้างประมาณ 6-9 ศอก และความยาวประมาณ 15-18 ศอก ความยาวของเรือนนอนนี้แบ่งออกเป็น 3 ช่วงเสา โดย 1 ช่วงเสาเป็นห้องโถง ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับพิธีเลี้ยงพระและตั้งแท่นบูชา ส่วนอีก 2 ช่วงเสาเป็นห้องนอน บริเวณหน้าห้องนอนมีระเบียงยาวตลอดเป็นตัวเชื่อมระหว่างห้องนอนกับชาน และพื้นที่พักผ่อนที่มีกันสาดคลุม ส่วนเรือนครัวมี 2 ช่วงเสา โดยช่วงเสาแรกสำหรับทำครัว และช่วงเสาที่สองเป็นที่รับประทานอาหาร เรือนครัวนี้จะเชื่อมต่อกับเรือนนอนด้วยชาน
สำหรับพื้นที่ชานนั้น นอกจากทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างเรือนนอนกับเรือนครัวแล้ว ยังเป็นพื้นที่สำหรับพักผ่อนภายนอกอาคารอีกด้วย ส่วนชานซึ่งอยู่หลังครัวเป็นพื้นที่สำหรับอาบน้ำและทำประโยชน์อย่างอื่นๆ เช่น ล้างจาน ซักผ้า ฯลฯ
2. เรือนหมู่สำหรับครอบครัวขยาย
เมื่อครอบครัวเดี่ยวเจริญขึ้น ลูกแต่งงานไปกลายเป็นครอบครัวขยาย กล่าวคือ เมื่อลูกชายแต่งงานแล้วส่วนใหญ่มักไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง ส่วนลูกผู้หญิงแต่งงานแล้วก็มักให้ฝ่ายชายมาอยู่บ้านตนเอง เรือนหลังเดิมซึ่งมีห้องนอนเพียงห้องเดียวจึงไม่เพียงพอจำเป้นต้องก่อสร้างเพิ่มขึ้นอีก
อย่างไรก็ตาม การต่อเรือนหลังเก่าไปตามยาวมีความยุ่งยากมาก เพราะต้องรื้อปีกนก กันสาด เปลี่ยนฝาเรือนใหม่ และยังยากลำบากในการต่อไม้ รวมทั้งทำให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นอิสระ เพราะเมื่อแต่งงานแล้วก็อยากจะแยกเรือนนอนต่างหากอีกหลังหนึ่ง เพื่อความเป็นส่วนตัว
ดังนั้น ในการขยายเรือนนอนของลูกจึงมักอยู่ตรงข้ามกับเรือนพ่อแม่ โดยหันหน้าจั่วไปในทิศทางเดียวกัน ด้านหลังเป็นครัวซึ่งเป็นเรือนขวาง ตรงข้ามกับเรือนครัวจะสร้างขึ้นอีกหลังหนึ่ง ก็ได้ โดยเป็นเรือนขวางกับเรือนนอน มักทำฝา 3 ด้าน ด้านที่ติดกับชานเปิดโล่งไว้ใช้เป็นหอนั่งสำหรับพักผ่อน รับแขก นอน นั่งเล่น เลี้ยงพระ ส่วนห้องโถงหลังเดิมอาจกั้นฝาขยายห้องนอนเป็น 3 ช่วงเสา หรือเก็บห้องโถงเดิมไว้เป็นห้องพระตั้งโต๊ะหมู่บูชา ดังนั้น หากต้องการขยายเรือนนอนเพิ่มขึ้นก็สามารถทำได้ใน 3 ลักษณะด้วยกันคือ
1 ปลูกเรียงตามยาวต่อจากเรือนนอนพ่อแม่ หรือเรือนนอนที่อยู่ตรงข้ามกับเรือนนอน พ่อแม่
2. จัดวางตัวเรือนเป็นกลุ่ม โดยมีชานเชื่อมตรงกลาง และชานเชื่อมนี้จะเปิดโล่งไม่มีหลังคาคลุ
3. ปลูกเรือนขึ้นใหม่เป็นหลังๆ อยู่ในบริเวณนั้น โดยไม่มีชานเชื่อมระหว่างเรือนแต่ละหลัง
3. เรือนคหบดี
เรือนคหบดีเป็นเรือนของผู้มีอันจะกิน ตั้งใจสร้างขึ้นให้มีขนาดใหญ่โตหรูหรา แล้วแต่ว่าจะมีลูกหลานบริวารมากน้อยเพียงใด โดยมีการวางแผนผังไว้ก่อน เรือนหมู่นี้มักประกอบไปด้วยเรือนต่างๆ ดังนี้
1. เรือนนอน ซึ่งเป็นเรือนประธานมักมีขนาดช่วงขื่อกว้างมากประมาณ 8-9 ศอก มักมี 3 ช่วงเสา
2. เรือนลูก มักมีขนาดย่อมลงมาจากเรือนนอน และมักจะปลูกด้านตรงข้ามกับเรือนนอนของพ่อแม่ เรียกชื่อว่า “เรือนรี” หันหน้าจั่วไปในทิศทางเดียวกัน
3. เรือนขวาง ใช้เป็นหอนั่งหรือหอกลาง มีฝา 3 ด้าน ด้านที่ติดกับชานเปิดโล่งสำหรับเป็นที่พักผ่อนและรับแขก รับประทานอาหารเลี้ยงพระ และใช้จัดงานประเพณีต่างๆ เช่น โกนจุก ทำขวัญ แต่งงาน เป็นต้น หอกลางนี้อาจจะอยู่ตรงกลางชานหรือไม่อยู่ตรงกลางชานก็ได้ ถ้าเป็นกุฎิพระเราเรียกว่า “หอฉัน” หรือ “หอสวดมนต์” ลักษณะเป็นเรือนโปร่งมี 3 ช่วงเสา และปลูกขวางเรือนนอน อย่างไรก็ตาม การวางหอกลางไว้กลางชานนั้นต้องพิจารณาที่ว่างโดยรอบให้เหลือมากเพียงพอและต้องมีความสัมพันธ์กับขนาดพื้นที่ของหอกลางด้วย
4. เรือนครัว อยู่ทางด้านหลัง มีลักษณะขวางกับเรือนนอน ครัวของเรือนคหบดีนี้มักมีขนาดใหญ่ ฝาเรือนเป็นฝาขัดแตะ หน้าบันมีช่องเปิดสำหรับระบายควันไฟ
5. หอนก พวกคหบดีผู้มีอันจะกินมักมีงานอดิเรกคือ การเลี้ยงนก เลี้ยงปลากัด เลี้ยงบอนไว้เป็นสิ่งเพลิดเพลินใจ สำหรับการเลี้ยงนกมักนิยมเลี้ยงนกเขาชนิดต่างๆ ดังนั้น ด้านข้างของหอขวางที่มีพื้นที่เหลือจึงมักจะปลูกเรือนขนาด 2 ช่วงเสาไว้เป็นที่แขวนกรงนก จึงมักเรียกเรือนนี้ว่า “หอนก”
นอกจากนี้ เรือนคหบดีบางหลังมักนิยมนำเอาธรรมชาติเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาคารโดยการปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้กลางชาน เช่น จำปี จำปา มะม่วง ขนุน เป็นต้น ด้านข้างด้านหนึ่งด้านใดจะปลูกต้นไม้เลื้อยชนิดมีดอกหอม เช่น กระดังงาจีน มะลิวัลย์ ฯลฯ และแบ่งส่วนพื้นที่จัดไม้ในร่มไว้ประกอบ
4. กุฏิ
กุฏิ หมายถึง ที่อยู่เฉพาะรูป กุฏิเป็นที่อยู่ของพระภิกษุสงฆ์ โดยมีจุดมุ่งหมายให้อยู่ได้เพียงองค์เดียว ห้ามมิให้สะสมสิ่งของและเครื่องใช้เกินความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต หรือแม้แต่อาหารก็ไม่สามารถเก็บไว้ในกุฏิ โดยจะต้องมีที่เก็บแยกออกไปต่างหากเรียกว่า “กัปปิยกุฏิ” (โรงเก็บอาหารอันสมควรอยู่นอกห้องพัก)
ขนาดของกุฏิตามพระวินัยได้กำหนดไว้ในสังฆาทิเสส 13 ข้อ 6 กล่าวคือ
“ภิกษุสร้างกุฎิที่ต้องก่อและโบกด้วยปูนหรือดิน ซึ่งไม่มีใครเป็นเจ้าของจำเพาะเป็นที่อยู่ของตนต้องทำให้ได้ประมาณโดยยาวเพียง 12 คืบ พระสุคต โดยกว้างเพียง 7 คืบ วัดในร่วมใน (ยาวประมาณ 4.017 เมตร กว้างประมาณ 2.343 เมตร) และต้องให้สงฆ์แสดงให้ก่อน ถ้าไม่ให้สงฆ์แสดงที่ให้ก็ดี ทำให้เกินประมาณก็ดี ต้องสัมฆาทิเสส”
สำหรับกุฏิที่ยังคงเหลือให้ทำการสำรวจหาข้อมูลได้นั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะด้วยกันคือ
4.1) กฎิของวัดที่อยู่ใกล้เคียงกับชุมชนหรืออยู่ในเมือง กุฎิประเภทนี้มักมีการวางผังและ รูปร่างคล้ายเรือนไทยแบบเรือนหมู่ หมู่ละประมาณ 6 หลัง โดยหลังหนึ่งมีห้องนอน 3-6 ห้อง กุฏิแต่ละหลังจะถูกจัดวางรวมกันเป็นหมู่หรือเป็นแถว และเชื่อมต่อกันด้วยชาน
บริเวณตรงกลางของหมู่กุฏิมักเป็นที่ตั้งขอหอฉันหรือหอสวดมนต์แต่หอฉันของบางวัดอาจตั้งอยู่บริเวณริมหนึ่งริมใดของหมู่เรือนก็ได้ โดยบริเวณตรงกลางจะเป็นชานเปิดโล่งโดยตลอด และนิยมปลูกต้นไม้ใหญ่บริเวณกลางชาน
พรรณไม้ที่นิยมปลูก ได้แก่ มะม่วง ชมพู่ จำปี จำปา ขนุน จัน ฯลฯ ลักษณะของกุฏิ ดังกล่าวเป็นหมู่กุฏิที่รวมกันเป็น “หนึ่งคณะ” ซึ่งวัดหนึ่งๆ อาจมีหลายคณะก็ได้ โดยทั้งหมดตั้งอยู่ในเขตบริเวณที่เรียกว่า “สังฆาวาส”
สำหรับกุฏิที่อยู่ในเมืองมักมีลักษณะรูปร่าง ผัง พื้นและโครงสร้างเหมือนกับเรือนไทยเดิมมาก โดยเฉพาะเรือน 3 ห้อง มักได้มาจากเจ้าของเรือนไทยเดิมรื้อเรือนของตนเองถวายวัด หรือ รื้อเรือนของพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว เอามาถวายวัดเพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้
ส่วนกุฏิชนิด 4 ห้อง 5 ห้อง และ 6 ห้องนั้นเป็นเรือนที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของสงฆ์โดยตรง มิใช่เรือนพักอาศัยที่รื้อมาถวายวัด
กุฏิเหล่านี้ยังคงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง เช่น กุฏิ 4 ห้องที่วัดใหม่ บางกระสอบ จ. สมุทรปราการ สำหรับกุฏิ 5 ห้อง และกุฏิ 6 ห้อง ยังมีปรากฎอยู่ที่วัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ วัดราชสิทธาราม และวัดหงส์รัตนาราม ธนบุรี

กุฏิอีกลักษณะหนึ่งซึ่งนิยมสร้างในต่างจังหวัด ได้แก่ กุฎิที่มีลักษณะหลังคาแฝดเหมือนกับเรือน 2 หลังติดกัน หลังหนึ่งมีฝากั้นเป็นห้อง ส่วนอีกหลังหนึ่งปล่อยเป็นเรือนโถงไม่มีฝา ด้านหน้าติดกับชานร่วม เรือนหลังในมีที่กั้นห้องมิดชิดเป็นที่หลับนอนของพระสงฆ์โดยเฉพาะ ส่วนเรือน หลังนอกเป็นที่นั่งพักผ่อนและรับแขกทั้งอุบาสกและอุบาสิกา

การจัดผังของคณะนั้นจัดเรียงกันไปตามยาว 2 แถว หอฉันอยู่ตรงกลาง ล้อมรั้วชาน มีประตูหัวท้าย ตัวอย่างเช่น กุฏิวัดพระรูปและกุฏิวัดปู่บัว จ. สุพรรณบุรี กุฏิเจ้าอาวาสวัดบุพผาราม จ.ตราด เป็นต้น

4.2) กุฏิวัดที่อยู่ในป่า โดยทั่วไปวัดลักษณะนี้มักมีบริเวณกว้างขวางและมีพรรณไม้สูงต่างๆ ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น เช่น ต้นยาง วัดในป่านี้จะยึดปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นหลัก ลักษณะกุฏิของวัดป่านี้มักเป็นหลังเดียวโดดๆ มีความกว้างประมาณ 2 เมตร และยาวประมาณ 2.50 เมตร ส่วนระยะห่างของกุฏิประมาณ 3-5 เมตร เรียงยาวอย่างเป็นระเบียบแสดงลักษณะของความสันโดษอย่างชัดเจนและเนื่องด้วยวัดมีบริเวณกว้างขวาง อาคารที่ใช้ประกอบกิจทางศาสนาและอาคาร ชนิดอื่นมักตั้งอยู่ห่างจากกุฏิออกไป
5. เรือนร้านค้าริมน้ำ
เรือนร้านค้าริมน้ำเป็นเรือนที่สร้างขึ้นเพื่อกิจกรรมค้าขาย รวมทั้งกินอยู่หลับนอน ดังนั้น ประโยชน์ใช้สอยของเรือนร้านค้าริมน้ำจึงแตกต่างจากเรือนไทยพักอาศัยทั่วไป กล่าวคือ
เรือนร้านค้าริมน้ำจะแบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกันคือ ส่วนหน้าเปิดเป็นร้านค้ามีพื้นที่สำหรับ การค้าขายและวางสินค้า พื้นที่ส่วนหลังเป็นที่อยู่อาศัยซึ่งประกอบด้วยห้องโถง ห้องนอน เรือนครัว และที่รับประทานอาหาร ส่วนการอาบน้ำจะใช้คลองหรือแม่น้ำในบริเวณใกล้เคียง
พื้นที่บริเวณด้านหน้าเรือนซึ่งติดต่อกับส่วนค้าขาย มีสะพานทางเดินทำด้วยไม้กว่างประมาณ 1 เมตร ยาวตลอดเชื่อมติดต่อถึงกันทุกหลังคาเรือน ถัดจากสะพาพออกไปจจะมีท่าน้ำเพื่อเป็นท่าเทียบเรือสำหรับการขนถ่ายสินค้าขึ้นลงได้สะดวก
ท่าน้ำดังกล่าวมีอยู่ด้วยกันหลายลักษณะ ได้แก
1. ท่าน้ำมีระดับเท่ากับทางเดิน และมีบันไดลงไปเพื่อรับส่งสินค้า
2. ท่าน้ำลดระดับ 1 2 โดยมีบันไดเชื่อมจากท่า 1 ลงสู่ท่า 2 ไม้และบางแห่งยังมีท่าน้ำเสมอหรือต่ำกว่าระดับน้ำประมาณ 10-15 เซนติเมตร เป็นไม้กระดานกว้างประมาณ 20-40 เซนติเมตร ยาวโดยตลอด
บริเวณด้านข้างของเรือนร้านค้าริมน้ำจะเหมือนเรือนไทยพักอาศัยทั่วไป ยกเว้นแต่ตอนหน้าทำเป็นฝาหน้าถังหรือฝาบานกระทุ้ง ตามแต่ความต้องการของเจ้าของเรือน หากเป็นฝาบานกระทุ้งก็มักทำด้วยวัสดุที่มีน้ำหนักเบา เช่น ฝาจาก ฝาขัดแตะ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการยกเพื่อเอาไม้ค้ำ แต่ปัจจุบันนี้ได้เปลี่ยนเป็นฝาหน้าถังไม้ และฝาบานกระทุ้งทำด้วยสังกะสี
เรือนร้านค้าริมน้ำมักสร้างติดต่อกันเป็นแถว และมีช่องเว้นระยะห่างพอสมควรคือ ประมาณ 1 ช่วงเรือน เพื่อเจ้าของเรือนจะได้นำเรือขนาดเล็กของตนเข้าเก็บ โดยรอดใต้สะพานทางเดินเข้ามา การค้าขายก็มักทำกันเฉพาะช่วงเช้าถึงเที่ยง สินค้าที่นำมาขาย ได้แก่ ผลไม้ ข้าว ผัก เนื้อสัตว์ เสื้อผ้า ฯลฯ
ความเป็นอยู่ของชาวบ้านเรือนร้านค้าริมน้ำมีความแตกต่างกับเรือนพักอาศัยมาก เพราะมีการติดต่อทางสังคมกว้างขวาง พื้นที่ส่วนใหญ่ของเรือนเป็นที่ค้าขายและวางสินค้าง เพราะมีสินค้ากักตุนไว้มาก เมื่อพื้นที่ค้าขายเต็มก็ต้องนำเอาสินค้านั้นมาเก็บไว้ในส่วนพักอาศัย ยกเว้นชานซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นของเรือนไทยกลับไม่มีในเรือนร้านค้าริมน้ำ

เรือนแพ คือ เรือนร้านค้าที่ลอยน้ำเคลื่อนที่ไปมาได้ รวมทั้งเป็นที่อยู่อาศัยหลับนอน เรือนแพมีลักษณะเหมือนเรือนไทยแฝด เรือนหลังในเป็นที่พักผ่อนหลับนอน ส่วนเรือนหลังนอกเป็น ร้านค้า มีฝาถังปิดเปิดด้านหน้าเป็นระเบียงติดกับน้ำ
สำหรับเรือนบางหลังมีระเบียงโดยรอบ ช่วงยาวของเรือนมี 3 ห้อง ด้านหลังเป็นครัวและเป็นที่รับประทานอาหาร หลังคาครัวมีขนาดเล็กกว่าหลังคาเรือนใหญ่ ส่วนด้านล่างเป็นแพรองรับตัวเรือน ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะคือ เป็นไม้ไผ่ผูกรวมกันเป็นแพเรียกว่า “แพลูกบวบ” และเป็นไม้จริงต่อเป็นแพสี่เหลี่ยมยาวเรียกว่า “โป๊ะ” มีโครงกระดูกภายใน ลักษณะคล้ายเรืออุดยาด้วยชัน ติดต่อกัน 3-4 โป๊ะ ต่อ 1 หลัง
โครงสร้างของเรือนแพเหมือนกับเรือนไทย แต่การยึดของตัวไม้ ต้องไม่ตรึงแน่น ปล่อยให้ทุกจุดขยับเขยื้อนได้เล็กน้อย ส่วนฝาหน้าถังของเรือนมีอยู่ด้วยกันหลายแบบ แต่เดิมมักนิยมทำเป็นฝากระแชงอ่อน หรือฝาขัดแตะ มีน้ำหนักเบาและสามารถเปิดเป็นบานกระทุ้งได้ ต่อมาได้มีการเปลี่ยนเป็นฝาถังบานเลื่อย ซึ่งสามารถถอดออกเป็นแผ่นๆ นำไปเก็บที่อื่นได้
เรือนร้านค้าริมทางเป็นเรือนที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ทั้งทางด้านการค้าและพักอาศัย ตัวเรือนมีลักษณะเดียวกับเรือนร้านค้าริมน้ำ การขนส่งสินค้าใช้เกวียนเป็นพาหนะ ในปัจจุบัน หาเรือนร้านค้าริมทางดูได้ยาก เพราะส่วนใหญ่ได้ถูกรื้อเปลี่ยนแปลงไปเกือบหมดแล้ว
อย่างไรก็ตาม เรือนร้านค้าริมทางแบ่งออกเป็น 4 ลักษณะคือ
1. เรือนหลังคาเดียว มีระเบียงเกือบเท่าเรือนนอน ลดระดับพื้นระเบียงกับพื้นเรือนนอนมาก ระดับพื้นระเบียงสูงจากพื้นดินไม่เกิน 2 ศอก เพื่อใช้ที่ว่างของพื้นที่ระเบียงเป็นที่วางสินค้า ส่วนที่ปิด-เปิดของฝาระเบียงด้านหน้าทำเป็นฝาเฟี้ยม ฝาถัง (ฝาขัดแตะเป็นผืนใหญ่ๆ ใช้ไม้กระทุ้งเวลาต้องการเปิด) พื้นบนเป็นส่วนของเรือนนอน และต่อเรือนครัวอีกหลังหนึ่งออกไปทางด้านหลังคาหรือด้านข้าง ส่วนพื้นที่ใต้ถุนเรือนนอนจะใช้เป็นที่สำหรับเก็บเกวียน
2. ในกรณีครอบครัวใหญ่ ด้านหลังจะสร้างเป็น 2 หลังแฝด ใช้เป็นเรือนนอน ส่วนด้านหน้ายังคงเหมือนกับลักษณะที่ 1
3. เหมือนลักษณะที่ 2 แต่ระเบียงที่ใช้วางสินค้าหันมาอยู่ด้านฝาหุ้มกลอง (ฝาด้านสกัดของเรือนฝากระดาน)
4. แยกเรือนร้านค้าออกห่างจากเรือนนอน ไม่มีฝากั้น คล้ายศาลาโถง เมื่อเวลาจะขายก็ขนสินค้าออกมาวาง เมื่อเลิกขายก็เก็บเข้าที่อย่างเดิม
นอกจากนี้เรือนไทยยังสามารถแบ่งประเภทออกตามลักษณะภูมิภาคต่างๆ อันได้แก่ เรือนไทยภาคกลาง เรือนไทยภาคเหนือ เรือนไทยภาคอีสาน และเรือนไทยภาคใต้ ท่านสามารถอ่านได้ในหัวข้อ เรือนไทยสี่ภาค
ข้อมูลนำมาจาก
http://www.bansongthai.com

อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

Advertisements

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: