Hotwork Permit

Hotwork Permit
ประสบการณ์งานช่าง / Technical Bulletin
Hotwork Permit Technical Discussion
Technical Discussion
การจัดทำ Hotwork Permit เป็นเครื่องมือในระบบการจัดทำด้านความปลอดภัยของ Site งาน โดยมีจุดมุ่งหมายให้การทำงานที่ต้องใช้ความร้อน เช่น งานเชื่อม งานตัดด้วยความร้อน และอื่น ๆ มีการขออนุมัติการทำงาน เป็นรายวัน และรายสถานที่ ทั้งนี้เพื่อที่ผู้ควบคุมงานจะได้ทราบถึงจุดเสี่ยงอัคคีภัยในหน่วยงาน และเพื่อให้การเตรียมการมาตร การป้องกันอัคคีภัยที่เพียงพอ การขออนุญาตจะทำโดยใช้ แบบฟอร์ม Hotwork Permit ตามเอกสารแนบ ให้ผู้ที่จะทำงานขออนุมัติต่อเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยเป็นรายวัน และรายสถานที่ โดยเมื่อได้รับอนุมัติแล้วให้นำแบบฟอร์มนี้ ไปติดไว้ในบริเวณที่จะทำงานนั้น ๆ เพื่อที่จะสามารถตรวจสอบการทำงานในระหว่างปฏิบัติได้ บางครั้งการจัดทำ Hotwork Permit อาจจะถูกกำหนด ไว้เป็นเงื่อนไขของการประกันภัย เช่น งานของ TESCO Lotus ซึ่งหากเกิดอัคคีภัย โดยไม่มีการจัดทำ Hotwork Permit อาจจะส่งผลให้ บริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดชอบได้
Actions Recommended
– ควรจะนำไปบังคับใช้ในระบบจัดการความปลอดภัยของ Site งาน
– หากไม่ปฏิบัติตามผู้ควบคุมงาน สามารถที่จะออก SIR (Safety Improvement Request) ให้ผู้รับเหมาก่อสร้างดำเนินการแก้ไขได้
Connection
Technical Discussion
โดยทั่วไป เวลากล่าวถึง Connection เราจะหมายถึง joint ของชิ้นส่วนของโครงสร้างสองชิ้น หรือมากกว่านั้น ซึ่งจะพบเห็นได้เป็นส่วนใหญ่ในโครงสร้างประเภทโครงสร้างสำเร็จรูป (Precast Structure) และโครงสร้างเหล็ก โดยทั้งสองกรณีนี้ การออกแบบ Connection ต้องได้รับการออกแบบให้สามารถต้านทานแรงทั้งในแนวดิ่ง แนวราบ และโมเมนต์ได้เป็นอย่างดี
จากรูปข้างต้น เป็นตัวอย่างของการเตรียม Column Base Connection ของโครงการก่อสร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วย Base Plate ยึดติดกับเหล็กโครงสร้างรูปตัว C ที่ทำหน้าที่เป็น Embedment การเตรียม Connection ลักษณะนี้จะทำโดยการนำเหล็กตัว C มาติดตั้งโดยเชื่อมต่อกับ Base Plate ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับรอยต่อ นอกเหนือจากเหล็กเสริมเมนของเสาที่เชื่อมไว้กับ base plate อยู่แล้วอย่างไรก็ตามในการเตรียม Connection ดังกล่าว จะต้องมีการออกแบบให้สามารถรับแรงและถ่ายแรงให้กับชิ้นส่วนได้ ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว ตามข้างต้น คือ Base Plate จะต้องมี Stiffness เพียงพอ เหล็กตัว C ก็จะต้องมีขนาดที่เพียงพอที่จะสามารถถ่ายแรงได้ รวมถึงระยะ Embedment ที่สอดคล้องกับโมเมนต์ที่เกิดขึ้นจริงในเสา
นอกจากนี้ ตัวอย่างของ Connection รูปแบบต่าง ๆ ได้แสดงไว้ตามรูปที่ 1-3
รูปที่ 1 แสดง Column Base Connections ที่ใช้กันโดยทั่ว ไป ประกอบโดยใช้ Anchor Bolt ในการติดตั้งและ ปรับระดับให้กับ Base Plate ซึ่งถูกเชื่อมติดไว้กับ เหล็กเมนของเสา นอกจากนี้ Non-shrink Grout ซึ่งอยู่ระหว่างรอยต่อจะเป็นตัวประสาน และช่วย ถ่ายแรง
รูปที่ 2 ลักษณะ Connection ที่ทำโดยเสียบเหล็กเมนของ เสาไปในโครงสร้างที่ต้องการเชื่อมต่อ ให้มีระยะ Development Length ที่เพียงพอกับกำลังที่รับ แล้ว จึง Grout ช่องว่างด้วยวัสดุประเภท Non-shrink
รูปที่ 3 ลักษณะเดียวกับ รูปที่ 1 โดยนำไปใช้ในกรณีที่ Base Plate มีขนาดเท่ากับหน้าตัดของเสา โดยมีช่อง ว่างไว้สำหรับขัน Bolt เมื่อเสร็จแล้วจะถูก Grout ด้วยวัสดุประเภท Non-shrink

Actions Recommended :
ควรจะมีการตรวจสอบการออกแบบ Connection ว่าสามารถต้านทานต่อแรงที่กระทำได้ ไม่ว่าจะเป็น Base Plate, Embedment Length และกำลังของรอยเชื่อม
ในการปฏิบัติงานหน้าสนาม Workmanship เป็นส่วนที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเชื่อม ซึ่งจะช่วยให้ Connection เป็นไปตามที่ออกแบบไว้
เหล็กตัว C ในกรณีนี้ จะเป็นตัวเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กัน Connection นอกเหนือจากเหล็กเมนของเสาที่ต้องเชื่อมต่อกับ Base Plate อยู่แล้ว

กฎหมายความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้าง 1
มติคณะรัฐมนตรี
เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมอุบัติเหตุในงานก่อสร้างของรัฐ
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐทุกแห่งถือปฏิบัติตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร.0250/7877 ลงวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2543 ประกอบด้วย
1. อนุมัติหลักการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ กำหนดให้มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับระบบจัดการความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้างในโครงการของรัฐ
2. กำหนดให้ผู้รับเหมาก่อสร้างยื่นซองประกวดราคา จัดทำเอกสารแนบท้ายเอกสารประกวดราคาเกี่ยวกับ “ระบบการจัดการความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้าง” โดยให้กำหนดเฉพาะประเภทของงานก่อสร้าง คือ
งานอาคารขนาดใหญ่ ที่มีพื้นที่อาคารรวมกันทุกชั้นหรือชั้นหนึ่งชั้นใดในหลังเดียวกัน เกิน 2,000 ม2 หรืออาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 15.00 ม. ขึ้นไป และมีพื้นที่อาคารรวมกันทุกชั้นหรือชั้นหนึ่งชั้นใดในหลังเดียวกันเกิน 1,000 ม2 แต่ไม่เกิน 2,000 ม2
งานสะพานที่มีความยาวช่วงเกิน 30.00 ม. หรืองานสะพานข้ามทางแยก หรือทางยกระดับ หรือสะพานกลับรถยนต์ หรือทางแยกต่างระดับ
งานขุด หรือ ซ่อมแซม หรือ รื้อถอนระบบสาธารณูปโภค ที่ลึกเกิน 3.00 ม.
งานอุโมงค์ หรือ ทางลอด
งานก่อสร้างที่มีงบประมาณค่าก่อสร้างเกิน 300 ล้านบาท
3. กำหนดให้ผู้รับจ้าง หรือผู้รับเหมาก่อสร้าง จัดทำแผนปฏิบัติงานความปลอดภัยในการทำงานอย่างละเอียดและชัดเจน ให้สอดคล้องกับระบบการจัดการความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้าง แล้วยื่นต่อผู้ว่าจ้าง หรือเจ้าของโครงการฯ ก่อนการดำเนินการก่อสร้างภายใน 30 วัน นับแต่วันเริ่มทำสัญญาว่าจ้าง
4. กำหนดให้ผู้คุมงานของผู้ว่าจ้าง หรือของโครงการฯ เป็นผู้ควบคุม ดูแลและตรวจสอบการปฏิบัติงานในหน่วยงานก่อสร้าง โดยให้ผู้รับจ้างปฏิบัติตามแผนปฏิบัติงานความปลอดภัยในการทำงานตามข้อ 3
5. กำหนดให้ผู้รับจ้าง หรือผู้รับเหมาก่อสร้าง ต้องปฏิบัติงานตามแผนปฏิบัติงานก่อสร้างตามข้อ 3 อย่างเคร่งครัด และสอดคล้องกับกฎหมาย และระเบียบที่กำหนดไว้
ระบบการจัดการความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้าง
1. กำหนดนโยบายความปลอดภัย และสุขภาพอนามัยในการทำงาน
2. การจัดองค์กรความปลอดภัยฯ ในงานก่อสร้าง และหน้าที่ความ รับผิดชอบ
3. กฎหมาย และข้อกำหนดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
4. การฝึกอบรมด้านความปลอดภัยฯ
5. กำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมอันตราย
6. การตรวจความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้าง
7. กำหนดกฎความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้าง
8. การควบคุม ดูแลความปลอดภัยฯ ของผู้รับเหมาช่วง
9. การตรวจสอบ และการติดตามผลความปลอดภัยฯ
10.การรายงานอุบัติเหตุ และสอบสวน วิเคราะห์อุบัติเหตุ
11.การรณรงค์ส่งเสริมความปลอดภัยฯ
12.การปฐมพยาบาล
13.การวางแผนฉุกเฉิน
14.การจัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้อง
15.อื่นๆ

กฎหมายความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้าง 2
กฎหมายความปลอดภัยในการทำงานที่สำคัญ ดังนี้
1. เครื่องจักร
2. ภาวะแวดล้อม
3. สารเคมี
4. ไฟฟ้า
5. ประดาน้ำ
6. ลิฟท์ขนส่งวัสดุชั่วคราว
7. นั่งร้าน
8. เขตก่อสร้าง
9. ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง
10. ปั้นจั่น
11. การตอกเสาเข็ม
12. สถานที่อับอากาศ
13. ตกจากที่สูง วัสดุกระเด็น ตกหล่นฯ
14. การป้องกันและระงับอัคคีภัยฯ
15. หม้อน้ำ
16. สารเคมีอันตราย
17. คณะกรรมการความปลอดภัยฯ

ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
เรื่อง “คณะกรรมการความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน”
(27 มิถุนายน 2538)

ประเภทกิจการ
1. เหมืองแร่ เหมืองหิน ปิโตรเลียม ปิโตรเคมี
2. การผลิต ประกอบ บรรจุ ซ่อมบำรุง เก็บรักษาฯ
3. การก่อสร้าง
4. ขนส่ง
5. โรงแรม
6. ห้างสรรพสินค้า
7. สถานีบริการ/ จำหน่ายน้ำมัน/ แก๊ส
8. สถานพยาบาล
9. สถาบันการเงิน
10. อื่นๆ

สาระสำคัญ
– สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง ตั้งแต่ 50 คน ต้องจัดให้มีคณะกรรมการความปลอดภัยฯ (คปภ.)
– สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง ไม่ถึง 50 คน ต้องจัดให้มีผู้ดูแลด้านความปลอดภัยฯหน้าที่นายจ้าง
– ต้องจัดให้มี คปภ. ภายใน 30 วัน
– ปิดประกาศรายชื่อ/ หน้าที่ คปภ. โดยเปิดเผยไม่น้อยกว่า 15 วัน
– แจ้งการแต่งตั้งต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานภายใน 15 วัน

หน้าที่ คปภ.
1. ประชุมอย่างน้อยเดือนละครั้ง
2. สำรวจด้านความปลอดภัยเดือนละครั้ง
3. รายงาน / เสนอแนะมาตรการปรับปรุงแก้ไขต่อนายจ้าง
4. ส่งเสริมกิจกรรมความปลอดภัย
5. กำหนดกฎระเบียบความปลอดภัย
6. จัดทำนโยบาย, แผนงาน โครงการความปลอดภัย
7. จัดโครงการ/ แผนงานอบรม
8. ติดตามความคืบหน้าเรื่องที่เสนอนายจ้าง
9. รายงานผลการปฏิบัติงานต่อนายจ้าง
10. ปฏิบัติงานที่อื่นที่นายจ้างมอบหมาย

เรื่อง “ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง”(31 มีนาคม 2546) ประเภทกิจการ
1. เหมืองแร่ เหมือนหิน ปิโตรเลียม ปิโตรเคมี
2. การผลิต ประกอบ บรรจุ ซ่อมบำรุงเก็บรักษาฯ
3. การก่อสร้าง
4. การขนส่ง
5. สถานีบริการ / จำหน่ายน้ำมัน / แก๊ส
6. อื่นๆ
สถานประกอบการที่เข้าข่ายทั้ง 5 ประเภทต้องแต่งตั้งให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย (จป.) 3 ระดับ ดังนี้
1. จป. บริหาร
2. จป. หัวหน้างาน
3. จป. พื้นฐาน / วิชาชีพ
หมายเหตุ : ต้องจัดให้มี จป.วิชาชีพ เมื่อมีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป

หน้าที่นายจ้าง
1. อบรม/ แต่งตั้ง จป. ตามที่ กม. กำหนด ภายใน 180 วัน
2. แจ้ง จป. ต่ออธิบดี ภายใน 30 วัน นับแต่วันแต่งตั้ง
3. แจ้ง จป. ทดแทน จป. คนเดิม ภานใน 60 วัน
4. รายงานการปฏิบัติงานของ จป. ทุกๆ 3 เดือน
5. จัดให้มีการอบรมลูกจ้างใหม่ / เปลี่ยนงาน
6. แจ้งข้อมูลงานเสี่ยงภัยให้ลูกจ้างทราบ ก่อนการปฏิบัติงาน

หน้าที่ของ จป. บริหาร
1. กำกับดูแลให้ จป. พื้นฐาน จป. หัวหน้างาน จป. วิชาชีพ ปฏิบัติหน้าที่ที่รับผิดชอบ
2. ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงาน เกี่ยวความปลอดภัย

หน้าที่ของ จป. หัวหน้างาน
1. กำกับดูแลให้ลูกจ้าง ปฏิบัติตามกฎระเบียบ คำสั่งและมาตรการความปลอดภัย
2. สอนวิธีการปฏิบัติงานให้แก่ลูกจ้าง
3. ตรวจสอบสภาพการทำงาน ก่อนการปฏิบัติงาน
4. ตรวจสอบหาสาเหตุการประสบอันตราย รายงานและเสนอแนะต่อนายจ้าง
5. ส่งเสริมและสนับสนุนกิจการความปลอดภัย
6. ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ จป. บริหารมอบหมาย

หน้าที่ของ จป. วิชาชีพ
1. กำกับดูแลให้ลูกจ้าง ปฏิบัติตามระเบียบคำสั่งและมาตรการความปลอดภัย
2. ตรวจสอบและเสนอแนะนายจ้าง
3. ตรวจสอบการปฏิบัติงานของสถานประกอบการให้เป็นไปตามแผน
4. ตรวจสอบหาสาเหตุการประสบอันตราย รายงานและเสนอแนะต่อนายจ้าง
5. แนะนำ ฝึกสอน อบรมลูกจ้าง
6. จัดทำแผนงาน โครงการ มาตรการด้านความปลอดภัยต่อนายจ้าง
7. รวบรวมวิเคราะห์ข้อมูล สถิติการประสบอันตรายของลูกจ้าง
หน้าที่ของ จป. พื้นฐาน
1. แนะนำให้ลูกจ้าง ปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่งและมาตรการความปลอดภัย
2. สำรวจสภาพการทำงาน รายงาน เสนอแนะ แนวทางการแก้ไขต่อนายจ้าง
3. รายงานการประสบอันตราย รายงาน และ เสนอแนะต่อนายจ้าง
4. ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับ ความปลอดภัย
5. ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ จป. หัวหน้างาน จป. บริหารมอบหมาย

กฎหมายความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้าง 3
เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้างว่าด้วย เขตก่อสร้าง (10 กันยายน 2528)
– ให้จัดทำรั้วหรือคอกกั้น และปิดประกาศแสดงเขตก่อสร้าง
– ให้กำหนดเขตอันตราย และห้ามลูกจ้างที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าเขตนั้น
– ให้แจ้ง และปิดประกาศ และห้ามลูกจ้างพักอาศัยในอาคารที่กำลังก่อสร้างเขตอันตราย
– จัดทำรั้ว หรือคอกกั้น หรือแผงกั้นกันของตก
– ปิดประกาศ “เขตอันตราย”
– เวลากลางคืนติดสัญญาณไฟสีแดง
เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้างว่าด้วย ลิฟท์ขนส่งวัสดุชั่วคราว (29 มกราคม 2524)
– ลิฟท์สูงเกิน 9 ม. ต้องออกแบบโดยวิศวกร
– กรณีติดตั้งภายในหอ ต้องจัดทำรั้วหรือตาข่ายสูง 2 ม. โดยรอบเว้นทางเข้าออก
– กรณีติดตั้งภายในปล่อง ต้องจัดทำรั้วสูง 2 ม. โดยรอบเว้นทางเข้าออก
– ทางเดิมเชื่อมลิฟท์กับสิ่งก่อสร้างต้องมีราวกันตก ขอบกันของตก และไม้ขวาง
– ก่อนการใช้งาน ต้องตรวจจับรองโดยวิศวกรและเก็บเอกสารดังกล่าวไว้
– ห้ามใช้ลิฟท์สายพาน
การออกแบบลิฟท์ มีรายละเอียดดังนี้
– หอลิฟท์ รับ น.น. 2 เท่าของ น.น. ใช้งาน
– คานติดตั้งรอกและฐานรองรับคาน มีส่วนปลอดภัยไม่น้อยกว่า 5
– หอที่สร้างด้วยไม้ แรงดัดประลัยไม่น้อยกว่า 800 กก. / ตร.ซม. และส่วนปลอดภัยไม่น้อยกว่า 8
– ฐาน รับ น.น. ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของ น.น.ใช้งาน
– หอที่สร้างด้วยเหล็ก จุดครากไม่น้อยกว่า 2400 ก.ก./ ตร. ซม. และส่วนปลอดภัยไม่น้อยกว่า 2
– ตัวลิฟท์ รับ น.น. ไม่น้อยกว่า 5 เท่าของ น.น. ใช้งาน
– มีการยึดโยง ค้ำยัน หรือตรึงให้มั่นคงการใช้ลิฟท์
– คนบังคับลิฟท์ต้องผ่านการอบรม
– มีข้อบังคับการใช้ลิฟท์
– ตรวจสอบก่อนการใช้งานทุกวัน
– ติดป้ายบอกพิกัด
– ดูแลมิให้วัสดุตก
– หากวัสดุมีล้อ ต้องป้องกันมิให้เคลื่อนที่
กฎหมายความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้าง 4
เรื่อง “ความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้างว่าด้วยนั่งร้าน” (30 มิถุนายน 2525)
– ทำงานสูงเกิน 2 ม. ต้องจัดให้มีนั่งร้าน
– นั่งร้านต้องออกแบบโดยวิศวกร
– ให้จัดทำรั้วหรือคอกกั้น และปิดประกาศแสดงเขตก่อสร้าง
– ให้กำหนดเขตอันตราย และห้ามลูกจ้างที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าเขตนั้น
– ให้แจ้ง และปิดประกาศ และห้ามลูกจ้างพักอาศัยในอาคารที่กำลังก่อสร้างเขตอันตราย
– จัดทำรั้ว หรือคอกกั้น หรือแผงกั้นกันของตก
– ปิดประกาศ “เขตอันตราย”
– เวลากลางคืนติดสัญญาณไฟสีแดง
การออกแบบนั่งร้าน
– ไม้มีหน่วยแรงดัดประลัยไม่น้อยกว่า 500 ก.ก./ ตร.ซม. ส่วนปลอดภัยไม่น้อยกว่า 4
– เหล็ก มีจุดครากไม่น้อยกว่า 2400 ก.ก. / ตร.ซม.ส่วนปลอดภัยไม่น้อยกว่า 2
– นั่งร้าน รับ น.น. ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของ น.น. ใช้งาน
– ฐานรองรับนั่งร้าน น.น. ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของ น.น. ใช้งาน
– มีราวกันตก 90-110 ซ.ม.
– พื้นปูติดต่อกันและ กว้าง ไม่น้อยกว่า 35 ซ.ม.
– มีบันไดลาดเอียงไม่เกิน 45 องศา
– เผื่อ น.น. ผ้าใบ ตาข่าย และอื่นๆ
– ยึดโยง ค้ำยัน อย่างมั่นคง
การสร้าง
– ห้ามยึดโยงกับหอลิฟท์
– ปิดคลุมด้วยผ้าใบ หรือตาข่าย โดยรอบนั่งร้าน
– เหนือช่องทางเดิน ต้องปิดคลุมด้วยผ้าใบ หรือตาข่าย
– ต้องติดตั้งด้วยความมั่นคง แข็งแรง
การใช้
– ตรวจสอบ หากลื่น ชำรุด ห้ามลูกจ้างทำงานบนนั่งร้าน
– กรณีใกล้สายไฟฟ้าต้องหุ้มฉนวน หรือมีระยะห่างอย่างน้อย 2.40 ม.
– กรณีทำงานหลายชั้นพร้อมกัน ต้องมีสิ่งป้องกันอันตรายต่อผู้ทำงานชั้นล่าง
– ห้ามทำงานขณะมีพายุ
เรื่อง “ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับการตอกเสาเข็ม” (21 ธันวาคม 2531)
ข้อกำหนดทั่วไปในการตอกเสาเข็ม
– จัดทำเขตก่อสร้าง
– ปฏิบัติตามรายละเอียดคุณลักษณะของบริษัทผู้ผลิต
– ก่อนการตอก ต้องตรวจอุปกรณ์โดยผู้ควบคุมงาน
– จัดให้มีคู่มือการตอก
– มีป้ายบอกพิกัด น.น.
– กรณีทำการตอกใกล้สายไฟฟ้า ต้องมีระยะห่างที่ปลอดภัย
– กรณีทำงานกลางคืนต้องมีแสงสว่างเพียงพอ

ความปลอดภัยในการตอก
– มีผู้ควบคุมงาน ภายใต้การดูแลของวิศวกร
– คนบังคับเครื่องตอก ต้องผ่านการอบรมหรือเป็น ผู้ชำนาญการ
– มีผู้ให้สัญญาณ
– พื้นรองรับเครื่องตอกต้องมั่นคง
– ห้ามทำงานขณะมีพายุ
– เปลี่ยนครอบหัวเสาเข็มเมื่อลูกตุ้มหยุดทำงาน หรือลูกจ้าง อยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัย
– เสาเข็มที่มีรูกลวงเกิน 15 ซ.ม. ต้องกลบหรือปิด
เรื่อง “ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น” (17 เมษายน 2530)
สาระสำคัญ
– ต้องปฏิบัติตามรายละเอียดคุณลักษณะของบริษัทผู้ผลิต
– มีคู่มือปฏิบัติงานเป็นภาษาไทย
– ฐานปั้นจั่นต้องมีความมั่นคงแข็งแรง
– ติดป้ายบอกพิกัด น.น.ยก
– ทำเครื่องหมายแสดงเขตอันตราย
– ทางเดินบนปั้นจั่นต้องไม่ลื่นและปลอดภัย
– ติดตั้งเครื่องดับเพลิงในห้องบังคับ
– ปั้นจั่นสูงเกิน 3 เมตร บันไดต้องมีราวจับและโกร่งหลัง
– กรณีทำงานตอนกลางคืนต้องมีแสงสว่างเพียงพอ
– มีผู้ให้สัญญาณประกอบการยก
– กรณีใช้งานใกล้สายไฟฟ้า ต้องมีระยะห่างที่ปลอดภัย
– มีการตรวจสอบปั้นจั่นทุกๆ 3 เดือน
– ห้ามใช้เชือกลวดเหล็กกล้า ที่ชำรุด
– ห้ามดัดแปลงหรือแก้ไขที่ทำให้ความปลอดภัยน้อยลง

กรณีติดตั้งบนแพเรือ หรือพาหนะลอยน้ำ
– ยึดให้มั่นคงโดยมีวิศวกรเป็นผู้รับรอง
– เปลี่ยนป้ายพิกัดน้ำหนัก ให้ปลอดภัยและไม่เกินระวางบรรทุกเต็มที่ของแพ เรือ หรือพาหนะนั้น
กฎหมายความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้าง 5
เรื่อง “ความปลอดภัยในการทำงานในสถานที่ที่มี อันตรายจากการตกจากที่สูง วัสดุกระเด็น ตก หล่น และพังทลาย” (18 ตุลาคม 2534)
สาระสำคัญ
– จัดนั่งร้านให้ลูกจ้างที่ปฏิบัติงานสูงจากพื้นเกิน 2 ม.
– กรณีทำงานโดดเดี่ยวสูงเกิน 4 ม. จัดทำราวกันตก ตาข่ายหรือเข็มขัดนิรภัยให้ลูกจ้างสวมใส่
– ช่องเปิดหรือปล่อง จัดทำฝาปิดหรือรั้วกั้น
– จัดทำไหล่ดิน หรือผนังกั้นกันดินพังทลาย
– ห้ามทำงานขณะมีพายุ ฝนฟ้าคะนอง
บันไดไต่
– ระยะห่างฐานถึงผนังกับความยาวต้องมีอัตราส่วน 1 ต่อ 4
– กว้างไม่น้อยกว่า 30 ซ.ม.
– มีความแข็งแรง และยึดมั่นคง
– หากสูงเกิน 10 ม. ต้องมีโกร่งหลัง
การป้องกันการกระเด็น
– ลำเลียงวัสดุจากที่สูง ต้องมีราง ปล่อง หรือเครื่องมือลำเลียงที่ปลอดภัย
– การสาดเท ต้องประกาศเขต และมีผู้ควบคุมการเข้าออกตลอดการสาดเท
– จัดให้มีแผ่นกั้น ผ้าใบ ตาข่าย
เรื่อง “การป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถาน ประกอบการเพื่อความปลอดภัยในการทำงาน
สำหรับลูกจ้าง” (21 พฤศจิกายน 2534)
สาระสำคัญ
– จัดให้มีแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย
– จัดให้มีอุปกรณ์ดับเพลิง
– จัดให้มีทางหนีไฟ
– จัดให้มีการอบรมการดับเพลิงขั้นต้น และการฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมหนีไฟ
– จัดให้มีการตรวจสอบอุปกรณ์ดับเพลิง
มีแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบการ
– ก่อนเพลิงไหม้
แผนการอบรม
แผนการรณรงค์
แผนการป้องกัน
– ขณะเพลิงไหม้
แผนดับเพลิง
แผนอพยพ
– หลังเพลิงไหม้
แผนการบรรเทาทุกข์
แผนการปฏิรูปฟื้นฟู
อุปกรณ์ดับเพลิง
– ระบบดับเพลิงและอุปกรณ์ประกอบ
– เครื่องดับเพลิงแบบมือถือ
ระบบดับเพลิงและอุปกรณ์ประกอบ
– ข้อต่อสายส่งน้ำ/สายหัวฉีด ต้องเป็นชนิดเดียวกับหน่วยงานดับเพลิงท้องถิ่น
– สายส่งน้ำมีความยาวเพียงพอ
– มีระบบน้ำสำรอง (กรณีไม่มีท่อน้ำดับเพลิงของราชการ)
– ระบบส่งน้ำ ที่เก็บน้ำ ปั๊มน้ำและการติดตั้ง(มีวิศวกรรับรอง)
เครื่องดับเพลิงแบบมือถือ
– จัดตามประเภทของเพลิงและมีปริมาณเพียงพอ
– ติดตั้งสูงจากพื้น 1.00-1.40 ม.
– มีรายละเอียดภาษาไทย ติดไว้ ณ จุดติดตั้ง
– ตรวจสอบทุกๆ 6 เดือน
หน้าที่นายจ้าง
– จัดให้ลูกจ้างอบรม “การดับเพลิงขั้นต้น” 40%
– จัดให้มี “การฝึกซ้อมดับเพลิงและหนีไฟ” ปีละครั้ง
– จัดให้มีผู้ทำหน้าที่ดับเพลิง ประจำ ตลอดเวลา
– ดูแลให้เส้นทางหนีไฟ ปราศจากสิ่งกีดขวาง
– จัด PPE ให้ลูกจ้างที่ทำหน้าที่ดับเพลิง
กฎหมายความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้าง 6
เรื่อง “ความปลอดภัยเกี่ยวกับไฟฟ้า” 8 มีนาคม 2522
สาระสำคัญ
– ต้องจัดให้มีแผนผังวงจรไฟฟ้าทั้งหมดภายในสถานประกอบการหากมีการเพิ่มเติม/เปลี่ยนแปลง ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง
– ต้องตรวจสอบสภาพสายไฟและอุปกรณ์ หากชำรุด หรือกระไฟฟ้ารั่ว ต้องซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ทันที
– ต้องจัดให้มีป้ายเตือนอันตราย ติดตั้งบริเวณที่อาจมีอันตรายจากไฟฟ้า
– สายไฟฟ้า การเดินสายไฟ ระบบป้องกันไฟฟ้าเกิน ขนาดสายดิน ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย
– ต้องจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับปฏิบัติงาน แจกจ่ายเป็นคู่มือการปฏิบัติงาน
– ต้องจัดให้มีการอบรมผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับไฟฟ้า
เรื่อง “ความปลอดภัยเกี่ยวกับเครื่องจักร” 23 กรกฎาคม 2519
สาระสำคัญ
– ผู้ปฏิบัติงานกับเครื่องจักร ต้องสวมใส่เครื่องนุ่งห่มที่รัดกุม เรียบร้อย
– กรณีที่ผู้ปฏิบัติงานผมยาวเกินสมควร ต้องรวบหรือทำอย่างอื่นที่ปลอดภัย
– เครื่องจักรที่ใช้พลังงานไฟฟ้าต้องต่อสายดิน
– การเดินสายไฟเข้าเครื่องจักรต้องฝังดิน หรือเดินลงมาจากที่สูง
– เครื่องจักรที่มีการถ่ายทอดพลังงาน ต้องมีครอบส่วนที่หมุนหรือส่วนส่งถ่ายกำลัง
– ใบเลื่อยวงเดือนต้องมีที่ครอบใบเลื่อย
– เครื่องลับ ฝน หรือแต่งผิวโลหะ ต้องมีเครื่องปิดกั้นประกายไฟหรือเศษวัตถุ
– ก่อนติดตั้ง ซ่อม ต้องปิดประกาศและแขวนป้ายห้ามเปิดสวิตช์
– ทุกวันก่อนนำเครื่องมือกลออกใช้ ต้องตรวจสภาพ
– ทางเดิน เข้า-ออก เครื่องจักร ต้องกว้าง 80 ซ.ม.
– ต้องจัดทำรั้ว คอก หรือเส้นแสดงเขตอันตราย
เรื่อง “ความปลอดภัยเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม” 12 พฤศจิกายน 2519
มีการกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับความร้อน / แสง / เสียง/
ความร้อน
– อุณหภูมิบริเวณการทำงานต้องไม่เกิน 45 องศาเซลเซียส
– อุณหภูมิของร่างกายต้องไม่เกิน 38 องศาเซลเซียส
การแก้ไข
– ให้แก้ไขที่แหล่งกำเนิดความร้อน ทางผ่าน และจัดอุปกรณ์ตามลำดับ
แสง
– ให้มีแสงสว่างไม่น้อยกว่าที่กำหนด ตามลักษณะงาน
– งานที่ไม่ต้องการความละเอียด 50 ลักซ์
– งานที่ต้องการความละเอียดเล็กน้อย 100 ลักซ์
– งานที่ต้องการความละเอียดปานกลาง 200 ลักซ์
– งานที่ต้องการความละเอียดสูง 300 ลักซ์
– งานที่ต้องการความละเอียดมากเป็นพิเศษ 1000 ลักซ์
– ถนน ทางเดินนอกอาคาร 20 ลักซ์
– ทางเดินภายในอาคาร 50 ลักซ์
เสียง
– ทำงานไม่เกิน 7 ชั่วโมง ต้องไม่เกิน 91 เดซิเบลเอ
– ทำงาน 7-8 ชั่วโมง ต้องไม่เกิน 90 เดซิเบลเอ
– ทำงานเกิน 8 ชั่วโมง ต้องไม่เกิน 80 เดซิเบลเอ
– ระดับเสียงสูงสุดต้องไม่เกิน 140 เดซิเบลเอ
อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (Personnel Protection Equipment : PPE)
– ป้องกันศีรษะ
– ป้องกันตา
– ป้องกันเสียง
– ป้องกันระบบหายใจ
– ป้องกันมือ
– ป้องกันร่างกายส่วนอื่นๆ
บทลงโทษ
ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
– ปรับ ไม่เกิน 200,000 บาท
– จำคุก ไม่เกิน 1 ปี
– ทั้งปรับ ทั้งจำ
ไม่จัดทำ / รายงานเอกสาร
– ปรับ ไม่เกิน 100,000 บาท
– จำคุก ไม่เกิน 6 เดือน
– ทั้งปรับ ทั้งจำ

ผู้ตรวจสอบหรือรับรองอันเป็นเท็จ
– ปรับ ไม่เกิน 200,000 บาท
– จำคุก ไม่เกิน 1 ปี
– ทั้งปรับ ทั้งจำ
ไม่ตรวจสอบสุขภาพลูกจ้าง และส่งผลตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่กำหนด
– ปรับ ไม่เกิน 200,000 บาท
– จำคุก ไม่เกิน 1 ปี
– ทั้งปรับ ทั้งจำ
นายจ้างไม่จ่ายค่าใช้จ่ายให้ลูกจ้างเมื่อได้รับคำสั่งให้หยุดเครื่องจักร
– ปรับ ไม่เกิน 200,000 บาท

ปัญหางานพื้น ถนน-ลานจอดรถยนต์แตกร้าว
Technical Discussion
งานก่อสร้าง ถนน-ลานจอดรถยนต์ มีงานที่ต้องตรวจสอบคุณภาพตั้งแต่คุณสมบัติของวัสดุ วิธีการปูวัสดุและการทดสอบความหนาแน่นในสนามของแต่ละชั้น ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวเพียงกว้างๆให้พอเข้าใจตามขั้นตอนการทำงานทั่วไปดังนี้
1. Clearing and Grubbing เป็นการเตรียมพื้นผิวของชั้นดินเดิม (Exiting ground) ให้แข็งแรงเพียงพอสำหรับรองรับพื้นทางโดยปราศจากวัชพืช ตอไม้รวมถึงดินเดิมที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสม (Unsuitable material) เช่นบริเวณที่เป็นหนอง บึงเก่าฯเป็นต้น ต้องขุดลอกออกและถมด้วยวัสดุที่เหมาะสมแทน
2. Re-Compact Existing ground บดอัดด้วยเครื่องจักรที่เหมาะสมให้ได้ความหนาแน่นตามที่ผู้ออกแบบกำหนดและทดสอบความหนาแน่น
3. Filling ในกรณีที่พื้นทางเดิมต่ำกว่าระดับที่ออกแบบไว้ ต้องถมด้วยวัสดุที่ผู้ออกแบบกำหนดและบดอัดแน่น ตามที่ผู้ออกแบบกำหนดและทดสอบความหนาแน่น ทั้งนี้ต้องควบคุมระดับให้ได้ตามที่แบบกำหนดเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อความหนาของชั้นรองพื้นทาง (Sub base) ในกรณีเดียวกันถ้าพื้นทางเดิมสูงกว่าระดับที่ออกแบบไว้ ต้องขุดลอกออก (Cutting) และดำเนินงานตามข้อ2
4. Sub Base ชั้นรองพื้นทางโดยทั่วไปมักกำหนดหรือออกแบบเป็นดินลูกรัง (Laterite) ความหนา 0.20 ม. หรือตามที่ผู้ออกแบบกำหนด บดอัดแน่นและทดสอบความหนาแน่น และควบคุมระดับให้ได้ตามที่แบบกำหนด
5. Base Course ชั้นพื้นทางมักกำหนดหรือออกแบบเป็นหินคลุก(Crush rock)ความหนา 0.20 ม. หรือตามที่ผู้ออกแบบกำหนด บดอัดแน่น และทดสอบความหนาแน่น และควบคุมระดับให้ได้ตามที่แบบกำหนด
6. Wearing Course แบ่งเป็นหลายชนิดเช่น
6.1 Flexible Pavement
6.1.1 ผิวทางลาดยางชั้นเดียว (Single Surface Treatment)
6.1.2 ผิวทางลาดยางสองชั้น (Double Surface Treatment)
6.1.3 ผิวทางลาดยาง (Asphaltic Concrete)
6.2 Rigid Pavement
6.2.1 ผิวทางคอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete Pavement)
** มีข้อสังเกตว่า ฐานรากของงานพื้นทาง(Pavement) มีลักษณะการจัดเรียงวัสดุในแต่ละชั้นตามคุณสมบัติของวัสดุตั้งแต่ชั้นบนสุดลงไปชั้นล่างสุด ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของการรับน้ำหนักของ Pavement
สำหรับปัญหาพื้นผิวทางคอนกรีตเสริมเหล็กของ ถนน-ลานจอดรถยนต์ที่แตกร้าว ที่ตรวจพบส่วนใหญ่มีสองกรณีคือเกิด
– เกิดหลังจากเปิดใช้งาน
กรณีที่งานก่อสร้างที่ดำเนินการถูกต้องตามแบบและหลักวิศวกรรมและมีการควบคุมตรวจสอบถูกต้อง อาจเกิดจากหลายสาเหตุเช่น มีการใช้รถบรรทุกน้ำหนักเกินขนาดที่ออกแบบไว้มากเกินไปเข้าใช้งาน, ใช้ผิดประเภทเช่นเก็บกองของที่มีน้ำหนักมากๆ เป็นเวลานาน, มีการก่อสร้างบริเวณข้างเคียงและส่งผลกระทบถึงเช่น การขุดเปิดหน้าดินขนาดใหญ่/ลึก เป็นผลให้ดินใต้ Pavement เคลื่อนหนีออก,แรงสั่นสะเทือนจากงานตอกเสาเข็ม,งานระบบต่างๆที่อยู่ใต้ Pavement เช่นแนวท่อระบายน้ำที่มีการ Back fill และบดอัดแน่นไม่ดีหรือมีระดับหลังท่อระบายน้ำโดยเฉพาะ RC.Pipe ขนาดใหญ่ที่ อยู่ใกล้พื้นผิวของ Pavement เกินไปโดยไม่ได้ออกแบบคอนกรีตเสริม(Encasement)ป้องกันแนวท่อไว้ ฯลฯ
กรณีที่งานก่อสร้างตามขั้นตอนการทำงานทั่วไปดังกล่าวข้างต้นตั้งแต่ClearingจนถึงBase Courseไม่ได้ มาตรฐานหรือไม่เป็นไปตามแบบกำหนด เป็นเหตุให้เกิดผลกระทบทำให้เกิดการแตกร้าวของพื้นหลังจากเปิดใช้งานได้ จะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของงานแต่ละชั้น
สาเหตุต่างๆ ดังกล่าวเมื่อมีผลกระทบทำให้พื้นแตกร้าวในเบื้องต้นแล้วอาจส่งผลกระทบต่อไปในระยะยาวต่อไป เช่น พื้นทรุดเป็นแอ่งหรือขยายเป็นความเสียของพื้นผิวของถนน-ลานจอดรถยนต์ต่อไป
เกิดก่อนเปิดใช้งานหรือระหว่างก่อสร้าง
โครงการก่อสร้างบางโครงการอาจตรวจพบการแตกร้าวของพื้นถนน-ลานจอดรถยนต์ก่อนส่งมอบงานหรือยังไม่ทันได้ใช้งานด้วยซ้ำไป ซึ่งมีหลายสาเหตุที่พอจะสรุปเป็นข้อๆดังนี้
1.การบดอัดแน่น (Compaction) ของชั้นพื้นทางในชั้นต่างๆไม่ได้เป็นไปตามกำหนด โดยเฉพาะชั้นบนๆอาจทำให้เกิดการทรุดตัวของแผ่นพื้นคอนกรีต
2.การวางหรือติดตั้งเหล็ก Dowel bar หรือ Tied bar ไม่ได้ระดับสูงเกินไปหรือปลายเอียงสูงต่ำไม่เท่ากันเมื่อเกิดแรงดึงอาจเกิดรอยแตกร้าวบริเวณปลายเหล็กด้านที่เเอียงทางสูงได้
3.การวางเหล็กตะแกรง (Temperature Steel) ไม่อยู่ในระดับที่ถูกต้อง อาจจมลงไปอยู่ด้านล่างขณะเขย่าคอนกรีตด้วย Vibrator นานเกินไป
4.การเสริมเหล็กกันแตกตามมุมต่างๆ หากไม่ดำเนินการหรือติดตั้งไม่ถูกต้อง มีโอกาสเกิดรอยแตกร้าวเร็วมาก
5.การตัด Joint ด้วย Saw cut ช้าเกินไปหรือความลึกไม่เพียงพอ ( 1/4 ของความหนา ) ข้อนี้เป็นหัวใจหลักของการป้องกันไม่ให้เกิดการแตกร้าวนอก
แนว Joint ที่เรากำหนดให้แตก เนื่องจากการเทคอนกรีตสำหรับงานถนนหรือลานจอดรถยนต์โดยทั่วไปมักตั้งแบบหล่อเป็นแนวคู่ยาว
ส่วนการเทคอนกรีตในแต่ละครั้งจะเทยาวเท่าใดขึ้นอยู่กับศักยภาพของผู้รับเหมาแต่ละเจ้าหรือเท่ากับระยะความยาวของ Expansion joint ประมาณ30 ม.
หรือตามที่แบบกำหนด ส่วนความกว้างประมาณ3.5ม.ถึง5.0ม. หรือตามแบบกำหนดเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อสะดวกต่อการปรับแต่งหน้าปูน (ยกเว้นอุปกรณ์พิเศษบางชนิดสามารถปรับแต่งหน้าปูนได้มีคุณภาพที่ความกว้างของ Lane 8 ม. ถึง 10 ม.)
หลังจากเทคอนกรีตแล้วหนึ่งวันควรเริ่มตัดJoint ตามขวาง (Transverse joint) ตามแบบกำหนด โดยเริ่มตัดแบ่งประมาณครึ่งของความยาวทั้งหมดก่อน เพื่อลดความยาวของพื้นซึ่งหมายถึงลดโอกาสที่จะแตกร้าวจากการยืดหดตัวตามธรรมชาติ ของพื้นคอนกรีตที่มีลักษณะเป็นแผ่นพื้นยาวแล้วตัดซอย ตามลำดับจากจุดที่เริ่มงานเทคอนกรีต เหตุผลที่ควรเริ่มตัดหลังเทได้หนึ่งวัน เนื่องจากตามสภาพความเป็นจริงของหน้างาน บริเวณดังกล่าวมักมี หรือหลีกเลี่ยงได้ยากกับการป้องกันไม่ให้มีการกระทบกระเทือนจากแรงสั่นสะเทือนจากรถหนักที่วิ่งผ่านโดยเฉพาะลานจอดรถยนต์ ซึ่งมีลักษณะการเท ต่อเนื่องหรือเท Lane เว้น Lane ก็ตาม ทั้งนี้ความลึกที่ตัดควรคัดให้ได้อย่างน้อย1/4ของความหนาของพื้น เพื่อบังคับให้แตกร้าวตามที่กำหนด มิเช่นนั้นหากมีตัวเร่งทำให้เกิดการแตกร้าวตามที่กล่าวแล้วเมื่อใดการแตกร้าวอาจไปเกิดนอกแนวที่เรากำหนดได้
อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

Advertisements

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: