พันท้ายนรสิงห์

พันท้ายนรสิงห์ ยุค 2541
ประสบการณ์งานช่าง / ประสบการณ์งานช่าง 3
โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส บจก.2532 กรุงเทพมหานครมีแนวความคิดที่จะทุบอาคารด้านซ้ายของถนนราชดำเนินใน เมื่อมองจากสะพานผ่านฟ้าลีลาศไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพื่อเปิดมุมมองให้เห็นโลหะประสาทในวัดราชนัดดาฯ อันเป็นโบราณสถานสำคัญ ซึ่งมีอยู่เพียง 3 แห่งในโลก ให้เห็นเด่นเป็นสง่าแต่ไกล การนี้ทำให้ศาลาเฉลิมไทย อันเป็นโรงภาพยนตร์ชั้นหนึ่งที่มีมาแต่โบราณ ต้องถูกทุบทิ้ง ในเรื่องนี้มีสถาปนิกหลายคนได้วิจารณ์กันมาก ซึ่งมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว
เมื่อประมาณปี พ.ศ.
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับความเห็นของทั้งสองฝ่ายที่ว่านี้แต่สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาคนทั่วไปและนักทัศนาจรก็คือ ทำให้มองเห็นโลหะประสาทปรากฏโฉมเด่นเป็นสง่า และทำให้ถนนราชดำเนินเพิ่มความงดงามน่าประทับใจมากขึ้น นอกจากนี้ถนนราชดำเนินยังเป็นเส้นนำสายตาสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งหลังจาก เหตุการณ์มหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 ได้มีการเปลี่ยนสีของพานและรัฐธรรมนูญที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจากสีดำให้เป็นสีทองให้เด่นสง่ายิ่งขึ้นด้วย
ก่อนที่จะมีการทุบศาลาเฉลิมไทยนั้น เหล่าศิลปินได้พร้อมใจกันจัดละครเวทีเรื่อง พันท้ายนรสิงห์ ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการอำลาศาลาเฉลิมไทย จำได้ว่าผู้ที่แสดงเป็น “ พั น ท้ า ย น ร สิ ง ห์ ” คนสุดท้าย ก็คือ คุณศรัณยู วงศ์กระจ่าง และผู้ที่แสดงเป็น “ น ว ล ” ภรรยาของพันท้ายนรสิงห์ ก็คือ คุณนาตยา แดงบุหงา ซึ่งทั้งคู่แสดงได้สมบทบาทดีมาก โดยเฉพาะในฉากที่พันท้ายนรสิงห์ จงใจคัดท้ายเรือให้เรือพระที่นั่งชนกับกิ่งไม้ริมตลิ่ง เพราะรู้ดีว่าถ้าปล่อยให้เรือแล่นต่อไป พระเจ้าเสืออาจจะได้รับอันตรายจากการถูกซุ่มโจมตี จนถึงแก่พระชนม์ชีพได้ การกระทำในครั้งนี้ของพันท้ายนรสิงห์ เป็นเหตุให้หัวเรือพระที่นั่งหัก แต่พระเจ้าเสือก็ทรงปลอดภัย คนทั้งปวงพากันเข้าใจว่าพันท้ายนรสิงห์ปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาด และโทษที่จะได้รับก็ถึงขั้นถูกประหารชีวิต แม้ว่าพระเจ้าเสือจะไม่เอาโทษ แต่พันท้ายนรสิงห์ก็ยังยืนยันที่จะขอรับโทษตามกฎมนเทียรบาล เพื่อมิให้ผู้อื่นนำไปเป็นเยี่ยงอย่างต่อไปในภายหน้า ในฉากนี้คุณศรัณยูแสดงได้ประทับใจผู้ชมเป็นอย่างมาก และในฉากลานวล ภรรยาของตนเองก่อนที่จะไปรับโทษนั้น น้ำตาของนวลและบทเจรจา ก็กินใจผู้ชมจนถึงกับทำให้น้ำตาแทบนองเฉลิมไทย และผมก็คิดว่าคนไทยยังรำลึกถึงน้ำใจของพันท้ายนรสิงห์ในครั้งนั้นจนตราบเท่าทุกวันนี้
สำหรับในยุคนี้ เรื่องที่จะต้องให้ใครต้องรับผิดกันถึงตายนั้นคงจะไม่มีแล้วนะครับ แถมปัจจุบันนี้ยังมีประกันความรับผิดทางวิชาชีพเสียอีกด้วย ในเรื่องความรับผิดของวิศวกรและสถาปนิกตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 31 เดิมระบุว่า “ห้ามผู้ใดจัดให้มีการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารให้ผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลน และรายการประกอบแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต ตลอดจนวิธีการหรือเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนดไว้ในใบอนุญาต ทั้งนี้เว้นแต่
(1) ไม่ขัดต่อกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 8 หรือข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ออกตามมาตรา9หรือมาตรา 10
(2) เป็นกรณีตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ในกรณีที่มีการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคาร เป็นการฝ่าฝืนความในวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นการกระทำของผู้ควบคุมงาน เว้นแต่ผู้ควบคุมงานจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นการกระทำของผู้อื่น”ผมและวิศวกรหลายคนที่ทำมาหากินทางควบคุมงาน ได้พยายามขอให้มีการแก้กฎหมายมาตรา 31 ให้ระบุชัดเจนกว่านี้ ในเรื่องข้อสันนิษฐานให้เอาผิดแก่ผู้ควบคุมงานก่อน จนได้ข้อความใหม่ว่า“ห้ามมิให้ผู้ใดจัดให้มีหรือดำเนินการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารให้ผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลน และรายการประกอบแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต ตลอดจนวิธีการหรือเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนดไว้ในใบอนุญาต หรือให้ผิดไปจากที่ได้แจ้งไว้ตามมาตรา 39 ทวิ เว้นแต่
(1) เจ้าของอาคารนั้นได้ยื่นคำขออนุญาต และได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ให้ทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้
(2) เจ้าของอาคารนั้นได้แจ้งการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบแล้วหรือ
(3) การดำเนินการดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎกระทรวง หรือข้อบัญญัติท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง หรือเป็นกรณีตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ให้นำมาตรา 25 หรือมาตรา 39 ทวิ มาใช้บังคับแก่การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณีโดยอนุโลม
ในกรณีที่มีการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคาร เป็นการฝ่าฝืนความในวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นการกระทำของผู้ควบคุมงาน เว้นแต่ผู้ควบคุมงานจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นการกระทำของผู้อื่น ซึ่งผู้ควบคุมงานได้มีหนังสือแจ้งข้อทักท้วงการกระทำดังกล่าว ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร และผู้ดำเนินการทราบแล้ว แต่บุคคลดังกล่าวไม่ยอมปฏิบัติตาม”
ซึ่งข้อความที่ปรับปรุงใหม่นี้ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะและผู้ควบคุมงานก็สามารถทำความชัดเจนให้ปรากฏได้ เหตุที่ต้องมีการดิ้นรนให้แก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าว เนื่องมาจากการที่เจ้าของโครงการหลายรายชอบดัดแปลงแก้ไขอาคาร ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่โดยเพิกเฉยต่อการขออนุญาต เป็นเหตุให้วิศวกรและสถาปนิกยุคประมาณ พ.ศ. 2530 – 2540 หาทางหลีกเลี่ยงการลงนามเพื่อแสดงความรับผิดชอบในฐานะผู้ควบคุมงานและเกี่ยงให้ผู้รับเหมาจัดหาวิศวกรมาลงนามแทน จึงทำให้มีการนินทากันตลอดมาว่ารับเงินแต่ไม่รับผิดชอบ แต่เมื่อมีการแก้กฎหมายเป็นข้อความใหม่แล้ว วิศวกรและสถาปนิกผู้ควบคุมงาน สามารถทำหนังสือถึงผู้สั่งการให้ดำเนินการขออนุญาตได้ ซึ่งจะมีผลให้หลุดพ้นจากความรับผิดชอบ กรณีดังกล่าวนี้ผู้บริหารกรุงเทพมหานครทุกยุคทุกสมัยเองไม่เคยเอาผิดกับผู้ควบคุมงานในประเด็นนี้ แต่สถาปนิกและวิศวกรหลายคนก็ยังไม่ยอมเสี่ยงลงนามอยู่ดี
ประเด็นหลักๆ ที่กฎหมายควบคุมอาคารยังไม่ได้แก้ไขให้เป็นที่ชัดเจน ก็คือ การควบคุมงานนั้นมีทั้งงานชั่วคราวและงานถาวร ซึ่งงานถาวรนี้ก็ควรแยกประเภทให้เป็นที่ชัดเจนด้วย จะได้เป็นการแก้ปัญหาได้ถูกจุด สถาปนิกและวิศวกรผู้ควบคุมงานแต่ละประเภทจะได้แบ่งแยกความรับผิดชอบกันให้เป็นที่ชัดเจนเสียที จะได้ไม่ต้องเกี่ยงกันว่าใครจะเป็นผู้ลงนามดีที่แย่กว่านั้นก็คือ มีวิศวกรหรือสถาปนิกหลายคนที่เป็นผู้ออกแบบ แต่ไม่ยอมลงนาม เพราะไม่กล้ารับผิดชอบ ครับ เขาว่าวิศวกรฝรั่งท่านเก่งสู้คนไทยไม่ได้
แ ต่ ศั ก ดิ์ ศ รี แ ล ะ ค ว า ม รั บ ผิ ดช อ บ ก ลั บ ดี ก ว่ า กั น เ ย อ ะ . . ช่ ว ย กั น ล บ ภ า พ นี้ ที เ ถ อ ะ ค รั บ . . .
อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: