ภาษากับงานช่าง

ภาษากับงานช่าง (1)
เรื่องของภาษา โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว เรามักจะได้ยินสำนวนไทยที่ว่า ” สำเนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุล ” ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่ว่า ไม่ว่าจะพูดภาษาเดียวกันหรือไม่ ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่ต่างกัน ก็จะมีภาษาพูดที่ต่างสำเนียงกันไป ตามแต่ละท้องถิ่น
ผมมีเรื่องเล่าจากเจ้าของงานท่านหนึ่ง ท่านเล่าว่า ตัวเขามีหน้าตาเหมือนคนจีนทั่วไป เพราะเขามีเชื้อจีน เจ้าของงานรายนี้ประกอบธุรกิจกับนักธุรกิจชาวจีน เขาใช้ล่ามเป็นสื่อกลางในการเจรจา โดยเขาไม่ยอมพูดอะไรเลย เพราะเกรงว่าลูกค้าจะจับได้ว่า เขาไม่ใช่คนจีน
แต่ก็ปรากฎว่า วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังก้าวเท้าลงจากรถ ก็บังเอิญถูกคนที่ก้าวตามหลังลงมาเหยียบเท้าเข้า คำอุทานที่เขาร้องออกมาทำให้คนอื่นรู้ได้ทันทีเลยว่า เขาไม่ใช่คนจีน แต่เป็นคนไทย เพราะอุทานว่า ” โอ๊ย !! ” ไม่ใช่ ” ไอ๊หยา … ! ”
เมื่อครั้งที่ผมทำงานใหม่ ๆ ผมได้ทำงานให้กับกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งขณะนั้น รัฐบาลไทย ได้เงินมาประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั่วประเทศประมาณ 21 แห่ง
ซึ่งบริษัทผู้ออกแบบ วิทยาลัยดังกล่าว เป็นบริษัทของญี่ปุ่นบริษัทหนึ่ง และได้แบบที่ว่านี้มาพร้อม ๆ กับเงินกู้ แต่แบบทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ บริษัทผู้ออกแบบนี้ ได้ว่าจ้างช่างเทคนิคคนไทย มาคุมหน้างาน เรื่องนี้เกี่ยวข้อง กับภาษาตรงที่ว่า มีผู้รับเหมาช่วงไฟฟ้ารายหนึ่ง ชื่อ นายจั๊ว เขาได้ติดต่อขอแบบจากผู้รับเหมาใหญ่ไป เพื่อคิดราคา โดยที่เขาไม่รู้ภาษาอังกฤษเลย แม้แต่คำเดียว

เขาจึงใช้วิธีอ่านเอาจากสัญลักษณ์ และยังคุยอีกว่า ไม่กลัวเรื่องภาษา อังกฤษ เพราะแม้แต่ภาษาไทย เขาก็อ่านไม่ออกเช่นกัน ปัจจุบันนี้เวลาผ่านไปร่วม 30 ปี ปรากฎว่า นายจั๊วได้หายไปจากวงการนี้ แล้วเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ซึ่งทำงาน ในลักษณะเดียวกัน จึงน่าจะเป็นอุทาหรณ์ได้ว่า
การดูแบบโดยอาศัยสัญลักษณ์เพียงอย่างเดียว น่าจะไ่ม่เพียงพอและไม่สามารถ ช่วยให้งานสำเร็จได้ เพราะจะต้องดูรายการประกอบแบบ และสัญญาซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญด้วยจึงจะมีความเข้าใจที่ครบถ้วน โดยไม่ผิดพลาด
ภาษาที่ 2 เราควรจะรู้ไว้ เพราะเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการทำมาหากินในยุคปัจจุบัน เราจะทำงาน แบบเถ้าแก่คนเดียว แล้วหยิบแบบมานับ ว่าตรงนั้น มีกี่จุด ตรงนี้มีกี่จุด ไม่ได้อีกแล้ว…. นอกจากจะเอาไว้เพียงแค่ตรวจสอบในหลักการคร่าว ๆ ว่าลูกน้อง คิดราคาถูกหรือไม่เท่านั้น
เรื่องภาษานี้ เราเป็นคนไทยน่าจะให้ความสำคัญกับภาษาไทยที่สุด เพราะเราใช้ภาษาเป็นสื่อกลางในการติดต่อกัน ถ้าสื่อความกันไม่เข้าใจ ก็จะทำให้งานผิดพลาดได้
นอกจากนี้เราก็ควรจะเขียนอ่านภาษาไทยให้ถูกต้อง ซึ่งส่วนใหญ่ เรามักจะมองข้ามไปเสมอ ๆ เช่น จดหมายที่เราพบกันบ่อย ๆ ว่า คำขึ้นต้นเขียนถึงผู้ใด หากเราเขียนชื่อ หรือสะกดชื่อของเขาผิดไปบางคน ก็จะถือเป็นเรื่องใหญ่ และอาจกลับกลายเป็นการไม่ให้เกียรติต่อผู้รับหรือแสดงให้เห็นถึงความไม่รอบคอบ หรือความบกพร่อง ของผู้ออกจดหมาย
การเขียนจดหมายนั้น ในด้านเทคนิคเรามักจะเน้นเนื้อหาและสาระเป็นสำคัญองค์ประกอบของจดหมายโดย ทั่วไป จะประกอบไปด้วย คำขึ้นต้นใจความของจดหมาย (เนื้อหา) และคำท้าย ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด
โดยผู้เขียนจะเน้นให้ผู้อ่านทราบว่า ต้องการให้ผู้อ่านทำอะไร เช่น จึงเรียนมาเพื่อทราบ ( ต้องการให้ผู้อ่านรับทราบแล้วเก็บเข้าแฟ้มได้ ) สำหรับในการออกแบบใบรับรอง การจ่ายเงินควรจะลงท้าย จดหมายว่า .. ” จึงเรียนมาเพื่อดำเนินการ ให้เป็นไปตามสัญญาต่อไป ” ไม่ใช่ ลงท้ายว่า ” จึงเรียนมาเพื่อทราบ ” เพราะอาจทำให้จดหมายไม่เดินเรื่องต่อได้ เนื่องจากผู้อ่านอาจเข้าใจผิด คิดว่าให้ ” รับทราบ ” เท่านั้น
ดังนั้นในย่อหน้าสุดท้ายของจดหมาย ผู้ออกจดหมายควรจะใช้ข้อความให้ถูกต้องและตรงกับความต้องการว่า ผู้ออกจดหมายมีความต้องการที่จะให้ผู้รับปฏิบัติเช่นใด เช่น จึงเรียนมาเพื่ออนุมัติ ( ผู้ออกจดหมายต้องการให้ผู้รับอนุมัติ เรื่องในจดหมายฉบับนั้น ) หรือ จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ( ผู้ออกจดหมายต้องการให้ผู้รับพิจารณาในเนื้อหาว่า ควรจะสั่งการให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป ) เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า ภาษาเป็นเรื่องที่สำคัญหากผู้ใดคิดว่าภาษาไม่สำคัญแล้ว ผู้นั้น ก็จะเป็นผู้น้อยหรือผู้ตามตลอดไป และอาจจะเป็นผู้ตามที่ไม่ได้เรื่องเสียด้วยซิครับ !
อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: