สนามบินชางฮี

สนามบินชางฮี (Changi Airport) หนึ่งในศูนย์กลาง การบินสำคัญของภูมิภาคเอเชีย
รัฐบาลสิงคโปร์ดำเนินการสร้าง Terminal 3 เมื่อปี 1999 และมาเสร็จในปี 2007 ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 7 ปี โดยใช้งบประมาณทั้งหมด 1.7 พันล้านเหรียญ หรือราวๆ 56 พันล้านบาท เมื่อคิดจากอัตราแลกเปลี่ยน วันนี้ และเพิ่งเปิดใช้งานเมื่อต้นปี 2551 การเปิดใช้ Terminal 3 จะทำให้สนามบินนานาชาติชางอี สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 66 ล้านคนต่อปี และสิงคโปร์มีแผนที่จะปรับปรุงโครงสร้างของ Terminal 1 ใหม่ และตกแต่ง Terminal 2 ใหม่ ซึ่งค่อนข้างเก่าแล้วซึ่งเมื่อโครงการทั้งหมดสำเร็จ สนามบินชางฮี (Changi Airport) ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการบินสำคัญของภูมิภาคเอเชีย

ด้วยระบบหลังคาแบบ Sky light นี้ ไม่ได้สร้างความโดดเด่น หรือสวยงามอย่างแตกต่างอีกต่อ ไปแล้ว อาจจะรู้สึกแปลกใจระคนไปกับความประทับใจที่พื้นที่หลังคาที่ไม่ได้โดดเด่นอะไร เมื่อสักครู่นั้น กำลังขยับตัว เคลื่อนอยู่บนผืนหลังคาขนาดยักษ์มากกว่า 919 ครั้ง ตลอดทั้งผืนแน่นอนว่า ระบบการปรับเปลี่ยนหลังคาของอาคารผู้โดยสารล่าสุดของสนามบิน Changi ประเทศสิงคโปร์นี้ ย่อมทำให้เกิดอาการตะลึง อ้าปากค้างได้มากพอๆ กับเมื่อรู้ว่าอาคารนี้รักษาสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลัง งานได้มากขนาดไหน
ผืนหลังคาที่มีการปรับเปลี่ยนได้รูปปีกผีเสื้อ
(Butterfly Roof) นี้ ได้ชื่อเล่นที่เรียกขานกันมา ก็เนื่อง มาจากรูปลักษณ์ของตัวหลังคาเอง ที่สมารถปรับขึ้นลงได้ ลักษณะที่คล้ายปีกผีเสื้อกำลังกระพือปีกอยู่ แล้วการกระพือปีกเพื่ออะไรสถาปนิกผู้ออกแบบได้ สร้างระ บบการกระจายแสงขนาดมหึมาโดยใช้ระบบหลังคาที่มีการสะท้อนแสงเข้าสู่อาคาร ด้วยการเลือก ใช้แผ่นอลูมิเนียมคอมโพสิท ไส้กลางกันไฟ ALPOLIC®/fr ที่มีความหนา 8 มม. เพื่อที่จะใช้เป็นระบบหลังคา และฝ้าเพดานเปิด-ปิดได้ใช้ปรับเปลี่ยนมุมตกกระทบของแสงให้เข้าสู่อาคารอย่างอัตโนมัติ เพื่อสร้างความสว่างให้กับ อาคารที่อยู่ชั้นล่างๆ ลงมาพร้อมกันนี้ยังเปิดออกรับสู่แสงสว่างที่ท้องฟ้าด้านนอกอีกด้วย

วิธีการเลือกใช้แสงกระจายสะท้อนเข้าสู่อาคาร โดยระบบหลังคานี้ เป็นวิธีการทางธรรมชาติเพียงวิธีเดียว ที่สามารถสร้างความสว่างให้กับอาคารผู้โดยสาร ในขณะ เดียวกัน ก็ต้องมีระบบควบคุมความร้อนที่เข้ามาภายในอาคารก็เพื่อการประหยัดพลังงาน จากการหมุนปรับมุมของหลังคารูปปีกผีเสื้อ เพื่อสะท้อน และสกัดกั้นรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ตลอด ช่วงเวลากลางวัน ในขณะเดียวกันเวลากลางคืนหลังคา ะปรับเปลี่ยนมุมอีกครั้งเพื่อปิด และส่องสว่างด้วยแสงไฟฟ้าประดิษฐ์เหมือนกับที่สะท้อนแสงกระจาย สร้างความสว่างในช่วงเวลากลางวัน
อาคาร Changi Airport, Passenger Terminal Building 3 นี้ออกแบบโดยบริษัท CPG airport 1 ในเครือบริษัท CPG Consultants Pte Ltd.อาคาร 7 ชั้น มูลค่ามากกว่า 1.75 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ เป็นอาคารที่มีพื้นที่ครอบคลุมมากกว่า 380,000 m2 พื้นที่ 4 ชั้นเหนือพื้นดิน และ 3 ชั้นที่ใต้ดิน โดยได้รับการออกแบบจากแนวคิดเบื้องต้นที่ต้องการให้อาคารผู้โดยสารแห่งนี้ เพิ่มปริมาณการรองรับผู้โดยสารของสนามบินสิงคโปร์ได้มากขึ้น และนำเสนอการบริการที่ยอดเยี่ยมให้กับผู้โดยสาร โดยยึดในหลักการสร้างความสะดวกสบายเป็นหลัก สร้างความชัดเจน ตลอดจนเป็นจุดสังเกต (Landmark) และเป็นสนามบินที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงในภูมิภาค

ด้วยแนวคิดเหล่านี้เอง ทำให้สถาปนิกผู้ออกแบบได้สร้างสรรค์อาคารที่มีเปลือกอาคารสูงใหญ่ตลอดความสูงห่อหุ้มตัวอาคารไว้ โดยสร้างความต่อเนื่องภายในอาคารระหว่างส่วนปฏิบัติการกัับส่วนของแขกผู้ใช้สนามบินได้อย่างกลมกลืนแต่คงความปลอดภัย และการรักษาการณ์ไว้ในระดับสูงสุด ผืนผนังกระจกขนาดใหญ่ยังสร้างความต่อเนื่องกลมกลืนระหว่างภายใน และสภาพแวดล้อมภายนอกได้อย่างลงตัว ประกอบกับหลังคารูปปีกผีเสื้อไฮเทคที่ได้กล่าวถึงมาตั้งแต่ต้นและย้ำชัดด้วยหลังคากันสาดแบบป่าเขตร้อน (Rainforest Canopy) ที่สร้างรูปแบบไม่ซ้ำกันจนถึงหลังคา (Build-up)

การเลือกใช้ระบบแสงสว่างธรรมชาติ (Natural Daylight) ช่วยลดการใช้พลังงานแสงสว่างประดิษฐ์ ในเวลากลางวัน และช่วยลดพลังงานที่ใช้ในภาระการปรับอากาศลงมาก ด้านระบบปรับอากาศของอาคารนี้จะทำความเย็นตรงให้กับผู้ใช้อาคารในระดับใช้งาน หรือระดับผู้โดยสารเดิน นั่ง คือ ประมาณ 4-5 เมตร จากพื้นเพื่อสร้างภาวะสบายให้กับผู้ใช้อาคารรู้สึกเย็นสบาย โดยที่ไม่ต้องสิ้น เปลืองพลังงานไปปรับอากาศพื้นที่สูงเช่น ระดับฝ้าเพดานอย่างเปล่าประโยชน์ มีการสร้างระบบประตู Air Locked เพื่อลดการสูญเสียความเย็นจากการเปิด-ปิดประตู นอกจากนี้ยังควบคุมทั้งระบบไฟฟ้า แสงสว่าง ระบบการทำความเย็นลิฟท์ บันไดเลื่อน และระบบหลังคาปีกผีเสื้อ ด้วยเซ็นเซอร์ และระบบ ควบคุมอาคารอัจฉริยะ ( Intelligent Building Manage- ment Sensors)
เมื่อเปรียบเทียบกับอาคารผู้โดยสารที่ 2 เดิม อาคารผู้โดยสารที่ 3 นี้ใช้พลังงานเพื่อการปรับอากาศ เพียง 115 W/m2 จากเดิมที่ต้องใช้มากถึง 180 W/m2 หรือลดลงจากเดิม 36% พื้นที่อาคาร จอดรถชั้นใต้ดินที่อยู่ตรงส่วนปลายสุดของอาคารทั้งสองด้าน ยังเลือกระบบการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมที่สร้างอากาศ บริสุทธ์สำหรับการหายใจในอาคาร ด้านการประหยัดพลังงานนั้น พลังงานทั้งหมดที่ต้องใช้ในอาคาร Changi Airport, Passenger Terminal Building 3 จะใช้เพียง 20 kWH/m2 เมื่อเปรียบเทียบกับอาคารที่ 1 และ 2 ซึ่งใช้พลังงานมากกว่า โดยเฉลี่ยประมาณ 24 kWH/m2 นอก จากนี้ อาคารที่ 3 นี้ ยังคงใช้ระบบการกักเก็บน้ำฝน เพื่อใช้ผ่านทางระบบกักเก็บที่อยู่ในพื้นที่สนามบิน สำหรับน้ำที่ไม่สามารถใช้บริโภคจากการกักเก็บได้นั้น ก็จะนำไปใช้ในส่วนของการทำความสะอาดในห้องน้ำ และการชลประทานอื่นๆ
จุดเด่นอีกประการหนึ่งของอาคารผู้โดยสารที่ 3 แห่งนี้ คือ การสร้างภูมิสถาปัตยกรรมภายในอาคาร ซึ่งสามารถเป็นไปได้็ เนื่องมาจากการนำเอาแสงอาทิตย์เข้าใช้ในอาคารในระดับสูง รวมไปถึงสวนทางตั้งที่มีความสูงมากกว่า 15 เมตรและยาวพาดผ่านกลางอาคารมากกว่า 300 เมตร ทำให้ได้รับการเรียกขานต่อมาว่า กำแพงเขียว (The Green Wall) ที่ประกอบด้วยไม้เลื้อยนานาพันธุ์ และน้ำตก 4 แห่ง ที่สร้างความสดชื่น ทั้งจากทางอากาศ และทัศนียภาพทอดยาวเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งจากโถงผู้โดยสารขา เข้า-ออก และพื้นที่สำหรับรอรับกระเป๋าเดินทาง

อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: