ระบบรางรถไฟ

ขนาดความกว้างของรางรถไฟ (Railway Gauge)

การกำหนดมิติความกว้างของรางรถไฟ (Track Gauge)จะวัดจากหัวรางด้านในข้างซ้ายถึงหัวรางด้านในข้างขวาขนาดความกว้างของรางรถไฟที่มีใช้การอยู่ทั่วโลก ประกอบด้วยรางรถไฟแคบที่สุด คือ รางเดี่ยว (Mono rail) ไปจนถึงรางรถไฟกว้างที่สุดที่มีใช้การคือ มีขนาดความกว้าง 2.140 เมตร ในบรรดาขนาดความกว้างของรางต่างๆ นั้น จะมีรางรถไฟ 3 ขนาดที่มีใช้การอยู่มากที่สุดทั่วโลก และที่มีจำนวนประเทศที่ใช้รางขนาดนี้ใกล้เคียงกันซึ่งได้แก่
1. ขนาดความกว้าง 1.435 เมตร (4 ฟุต 8-1/2 นิ้ว)
มีจำนวนประเทศที่ใช้มากที่สุด เรียกมาตรฐานรางกว้างขนาดนี้ว่า European Standard Gauge (ESG.) บางครั้งก็เรียกอย่างย่อว่า Standard Gauge เป็นรางรถไฟที่กำหนดเป็นมาตรฐานของกลุ่มในประเทศยุโรป เพื่อช่วยให้การดำเนินรถถึงกันกระทำได้โดยสะดวก
2. ขนาดความกว้าง 1.067 เมตร (3 ฟุต 6 นิ้ว)
มีจำนวนประเทศที่ใช้มากเป็นลำดับที่สอง เรียกมาตรฐานรางกว้างขนาดนี้ว่า Caps Gauge อยู่กระจัดกระจายทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศที่เป็นเกาะในทวีปเอเชีย (เช่น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ) เข้าใจว่ารางกว้างขนาดนี้ได้ชื่อมาจาก การนำไปใช้ในการสร้างทางรถไฟในสหภาพแอฟริกาใต้
3. ขนาดความกว้าง 1.00 เมตร (3 ฟุต 3-3/8 นิ้ว)
มีจำนวนประเทศที่ใช้มากเป็นลำดับที่สาม เรียกมาตรฐานรางกว้างนี้ว่า Meter Gauge ใช้อยู่ในกลุ่มทางประเทศ โซนเอเชียอาคเนย์ทั้งหมด บางประเทศในแอฟริกา อเมริกาใต้ และทางรถไฟสายแยกในยุโรปบางประเทศ

ทางรถไฟที่ใช้รางกว้างบางขนาดก็ยกเลิกใช้การไปแล้ว ส่วนมากรางรถไฟที่มีจำนวนประเทศที่ใช้น้อย แต่ว่ามีความยาวทางรถไฟค่อนข้างมาก เช่น รางกว้าง 1.676 เมตร (5 ฟุต 6 นิ้ว) รางกว้าง 1.600 เมตร (5 ฟุต 3 นิ้ว) และรางกว้าง 1.524 เมตร (5 ฟุต) ซึ่งมักจะเรียกรวมๆ กันว่า รางกว้างกว่ามาตรฐาน (Broad Gauge) ใช้อยู่มากในประเทศที่มีขนาดพื้นที่กว้างเช่น อินเดีย ออสเตรเลีย และสหภาพโซเวียต เป็นต้น

สันนิษฐานว่าการวางรางรถไฟเป็นยุทธศาสตร์การแบ่งแยกดินแดน หรือการผนวกดินแดนในสมัยการล่าอาณานิคม ดังจะเห็นได้จากความหลากหลายของความกว้างทางรถไฟในประเทศอินเดีย ซึ่งมีที่มาจากอังกฤษได้วางรางรถไฟขนาดความกว้างไม่เท่ากันลงในแต่ละแคว้นที่ยึดได้ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามากมาย ภายหลังจากอินเดียได้รับอิสรภาพ การที่เรียกชื่อขนาดกว้างรางรถไฟขนาด 1.050 เมตร (3 ฟุต 5 นิ้ว) ว่า Arabian Gauge ซึ่งใช้อยู่ในประเทศอาหรับบางประเทศ น่าจะสื่อความหมายบางอย่าง และการวางรางรถไฟมีขนาดกว้าง 1.067 เมตร ในประเทศที่เป็นเกาะ ซึ่งไม่มีการเชื่อมต่อทางกายภาพใดๆ กับประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเชีย ก็อาจจะสื่อบอกความหมายบางอย่างในทาง การเมือง และการค้า
ส่วนของประเทศไทยนั้น ช่วงก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างทางรถไฟในปี พ.ศ. 2434 ประเทศที่ล้อมรอบประเทศไทย ได้แก่ พม่ากับมาเลเซีย ซึ่งเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ และเวียดนามกับกัมพูชา ซึ่งเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสล้วนใช้ทางรถไฟที่มีขนาดรางกว้าง 1.000 เมตร
ในหนังสือมหาสงครามเอเชียบูรพาโดย พ.อ. แสง จุละจาริตต์ กล่าวว่า ฝรั่งเศสเมื่อได้กัมพูชาไว้ เป็นรัฐในอารักขาแล้ว จึงทำการปลุกระดมคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดนครราช-สีมา ให้ไปขึ้นกับฝรั่งเศส สันนิษฐานว่าเป็นด้วยเหตุนี้ จึงทรงมีพระราชดำริให้สร้างทางรถไฟสายแรกในประเทศไทย จากกรุง -เทพฯ ไปเชื่อมกับจังหวัดนครราชสีมาโดยเปิดการเดินรถช่วงแรกจากกรุงเทพฯ ถึงอยุธยา เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2439และเปิดการเดินรถถึงจังหวัดนครราชสีมาในปี พ.ศ. 2443
ที่ควรแก่การกล่าวถึงอย่างยิ่งคือ ทางรถไฟที่สร้างเป็นสายแรกในประเทศไทยใช้ขนาดรางกว้าง 1.435 เมตร ซึ่งแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านในขณะนั้นที่ใช้รางรถไฟกว้าง 1.000 เมตร มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ อีกด้วยว่าในระหว่างความขัดแย้งด้านการค้าไทยกับฝรั่งเศส ได้มีการทำสนธิสัญญาไว้ข้อหนึ่ง ซึ่งห้ามประเทศไทยสร้างทางรถไฟไปชิดชายฝั่งแม่น้ำโขง ทางรถไฟจึงทำการสร้างไปหยุดที่อำเภอ วารินชำราบในจังหวัดอุบล -ราชธานี และจังหวัดอุดรธานี (เพิ่งจะสร้างต่อไปถึงจังหวัดหนองคาย หลังจากที่เปลี่ยนขนาดทางรถไฟเป็นราง กว้าง 1.000 เมตร แล้ว)
ทางรถไฟบนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ก่อสร้างเพิ่มเติมภายหลัง เป็นรางกว้าง 1.435 เมตรและทางรถไฟบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเริ่มต้นก่อสร้างในปีพ.ศ. 2446 โดยกู้ยืมเงินจากรัฐบาลอังกฤษเป็นรางกว้าง 1.000 เมตร จนเมื่อมีการก่อสร้างสะพานพระรามหกในปี 2486 จึงดำ- เนินการเชื่องทางรถไฟทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน และได้ตัดสินใจเปลี่ยนความกว้างของรางเป็น 1.000 เมตร ทั้งหมดโดยดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2463 แล้วเสร็จในปี 2469 ใช้ระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น 10 ปี (เข้าใจว่าในสมัยนั้นต้องทำการเดินรถร่วมกับมาลายู จึงต้องทำรางให้ได้ขนาดกับมาลายู ขนาดนี้)
ปีพ.ศ. 2535 พ.อ. วินัย สมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น โดยได้กำหนดนโยบายการสร้างถนนสี่เลน และรถไฟทางคู่ทั่วประเทศขึ้นเพื่อใช้เป็นยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาโครงสร้างของระบบการขนส่งทางบกในประเทศ ในส่วนของการสร้างรถไฟทางคู่ได้เกิดคำถามว่าก่อนจะสร้างรถ ไฟขนาดรางกว้าง 1.000 เมตร เป็นทางคู่ทั่วประเทศควรพิจารณาว่า สมควรเปลี่ยนแปลงเป็นรางกว้างให้เป็นตามมาตรฐานยุโรป (European Standard Gauge) ซึ่งมีขนาดความกว้าง 1.435 เมตร เสียก่อนหรือไม่ เพราะถ้าสร้างเป็นทางคู่ขยายไปทั่วประเทศแล้วจะไม่สะดวกในการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง
ต่อมาคำถามดังกล่าว กระทรวงคมนาคมจึงดำริให้การรถไฟฯ จัดให้มีการสัมมนาระดมความคิดขึ้นที่โรง- แรมเอเชียเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2535 โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งภายในการรถไฟฯและจากภายนอกมาร่วมประชุม ฟังความคิดเห็นผลการสัมมนา สรุปให้ทางรถไฟของ รฟท. ยังคงเป็นรางกว้างขนาด 1.000 เมตร ต่อไป ส่วนในอนาคต เมื่อมีความจำเป็นต้องสร้างระบบรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งเร็วกว่า 200 กม./ชม. แล้วจึงค่อยสร้างทางรถไฟที่มีขนาดความกว้างเท่ามาตรฐานยุโรปเป็นระบบที่แยกไปต่างหาก (เป็นวิธีเดี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น) การก่อสร้าง ทางคู่จึงดำเนินการต่อไป โดยยังคงเป็นทางรถไฟที่ขนาดความกว้าง 1.000 เมตร เท่าเดิม
เหตุผลสำคัญที่ยังควรใช้รางกว้าง 1.000 เมตร ต่อไปตามเดิมสรุปได้ดังนี้.-
1. การเปลี่ยนขนาดความกว้างของรางในปัจจุบันจะสิ้นเปลืองงบประมาณสูงมาก ประมาณการราวเมื่อปี 2535 คาดว่าจะสิ้นค่าใช้จ่ายมากกว่า 129,270 ล้านบาท เพราะต้องเปลี่ยนแปลงทางรถไฟทั่วประเทศ รวมทั้งรถจักรล้อเลื่อนทั้งหมด ซึ่งจะแตกต่างจากการเปลี่ยนขนาดความกว้างของรางรถไฟในประเทศ ไทยเมื่อปี 2463 จากรางกว้าง1.435 เมตร ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยามาเป็นรางขนาดกว้าง 1.000 เมตร เท่ากับทางรถไฟทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะในครั้งนั้นเป็นการเปลี่ยนทาง รถไฟคิดเป็นความยาวเพียง 1,076 กม. เท่านั้นและจำนวนรถจักรล้อเลื่อนในครั้งนั้นยังมีน้อยกว่าในยุค ปัจจุบัน
2. การเปลี่ยนขนาดความกว้างของรางรถไฟ จะก่อปัญหายุ่งยากในการเดินรถในช่วงระยะเวลาที่มีการ เปลี่ยนผ่าน ซึ่งการรถไฟฯ เคยมีประสบการณ์มาแล้ว
3. ประเทศในกลุ่มอาเซียนทั้งหมดใช้รางกว้าง 1.000 เมตร หากประเทศไทยเปลี่ยนความกว้างรางเป็น 1.435 เมตร จะมีปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อโดยเฉพาะกับประเทศมาเลเซีย ซึ่งในปัจจุบันมีการเดินรถไฟ เชื่อมโยงถึงกันอยู่แล้ว และขณะนี้รัฐบาลของมาเลเซียกำลังสร้างรถไฟทางคู่พร้อมติดตั้งระบบการเดิน รถไฟฟ้าบนทางรถไฟสายประธานด้านตะวันตก ตั้งแต่ประเทศสิงคโปร์ถึงชายแดนประเทศไทย โดยที่ เส้นทางดังกล่าว เป็นรางขนาดกว้าง 1.000 เมตร

เปรียบเทียบการใช้งานของรางกว้าง 1.000 เมตร กับรางกว้าง 1.435 เมตร
ด้านเทคนิค
ความเร็วจากประสบการณ์ของรถไฟในต่างประเทศ ความเร็วสูงสุดสำหรับขบวนรถไฟที่วิ่งใช้งาน บนรางกว้าง 1.000 เมตร (และ 1.067 เมตร) ในขณะนี้คือ 160-170 กม./ชม. (โดยที่ประเทศสหภาพ แอฟริกาใต้เคยทำการทดลองวิ่งถึง 250 กม./ชม. แต่ไม่สามารถหาข้อมูลได้ว่า มีการนำมาวิ่งใช้งานใน เชิงพาณิชย์หรือไม่) ดังนั้นหากประเทศไทยต้องการให้ขบวนรถของการรถไฟฯ วิ่งด้วยความเร็วสูงสุด ไม่เกิน 160-170 กม./ชม. อยู่ที่เราจะพัฒนารถไฟรางกว้าง 1.000 เมตร ซึ่งประหยัดเงินงบประมาณได้ มากกว่าการเปลี่ยนความกว้างของราง
ปัญหาที่ขบวนรถไฟของการรถไฟฯ ยังวิ่งรถเร็วไม่ได้ในขณะนี้คือ ความมั่นคงของเส้นทางรถไฟ ความเหมาะสมในด้านสมรรถนะของล้อเลื่อน มีถนนตัดผ่านทางรถไฟมาก มีคนและสัตว์เลี้ยงขึ้นมาบน ทางรถไฟ (ไม่มีรั้วกั้น) และอาณัติสัญญาณสำหรับควบคุมการเดินรถไม่เหมาะกับการวิ่งความเร็วสูง ถ้า จะปรับปรุงสิ่งเหล่านี้ ให้ขบวนรถไฟสามารถวิ่งได้เร็วถึง 160-170 กม./ ชม. บนรางขนาดกว้าง 1.000 เมตร คงจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนเป็นรางกว้าง 1.435 เมตร นอก จากนั้นหากเปลี่ยนเป็นรางกว้าง 1.435 เมตร แต่ไม่ได้ปรับปรุงแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้ัน ก็ไม่ปลอด ภัยมากพอที่จะวิ่งขบวนรถด้วยความเร็วสูงอยู่ดี
ความนุ่มนวล (Riding Comfort) การทรงตัวของรถที่วิ่งบนทางรถไฟที่ใช้รางกว้าง 1.435 เมตร จะมีความนุ่มนวลดีกว่ารางกว้าง 1.000 เมตร อย่างแน่นนอนเมื่อวิ่งที่ความเร็วเท่ากัน แต่ไม่ได้แปลว่า การใช้รางกว้าง1.00 เมตร ไม่ปลอดภัยเพราะ เมื่อจะเพิ่มความเร็วของขบวนรถก็ต้องผ่านการรับรองจาก วิศวกรอยู่แล้วด้านการใช้สอย
ความกว้างของตัวรถไฟถูกกำหนดโดยเขตบรรทุก (Loading Gauge) ตัวรถของ รฟท. ในปัจจุบันกว้าง 2.92 เมตร ตัวรถไฟความเร็วสูง (รางกว้าง 1.435 เมตร) กว้าง 3.38 เมตร ส่วนรถไฟฟ้า BTS กว้าง 3.2 เมตร รถไฟใต้ดินของ รฟม. กว้าง 3.12 เมตร (การเจาะอุโมงค์ขนาดใหญ่มีค่าใช้จ่ายสูง) ดังนั้นพื้นที่ใช้สอยบนรถที่สร้างสำหรับรางกว้าง 1.435 เมตร จึงมากกว่า เพราะตัวรถนั้นมีขนาดกว้างกว่า อย่างไรก็ดี การที่ตัวรถมีขนาดกว้างกว่าอาจไม่ได้หมายความว่า ผู้ใช้มีความสะดวกสบายมากกว่า เพราะในช่วงชั่วโมงนี้เร่งด่วนก็คือมีที่สำหรับให้คนจำนวนมากขึ้น สามารถจะยืนเบียดเสียดกันบนรถไฟขนส่ง มวลชน ถ้าเป็นรถทางไกลก็คือสามารถวางเก้า อี้นั่งได้มากขึ้นจากแถวเรียงสี่อาจเป็นแถวเรียงห้า ฉะนั้น การที่ตัวรถกว้างขึ้น ท้ายที่สุดแล้วก็คือช่วยในระบบขนส่งรถไฟทั้งระบบมีขีดความสามารถในการขนส่งสูงยิ่งขึ้น แต่ผลดีนี้ก็ต้องนำไปเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการแก้ไข ขนาดความกว้างของรางด้วย
การรถไฟฯ และประเทศไทยได้เดินมาไกลมากแล้ว ในเรื่องปัญหาขนาดความกว้างของรางรถไฟ ปัญหาของการให้บริการในปัจจุบันอยู่ที่คุณภาพของเครือข่าย มากกว่าขนาดความกว้างของรางอย่างที่ เข้าใจกัน ดังนั้นจึงเห็นสมควรทำความเข้าใจ และยุติคำถามนี้ เพื่อให้การฟื้นฟูสภาพทางรถไฟดำเนิน- การต่อไปไม่ให้ติดขัด

สาเหตุที่ทำให้บริการรถไฟล้าหลัง คือปัญหาเครือข่าย และสภาพทางรถไฟซึ่งมีจุดเปลี่ยนสำคัญ นับแต่เปลี่ยนแปลงจากกรมการรถไฟหลวง ซึ่งเป็นหน่วยราชการมาเป็นการรถไฟฯ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้การบริหารงานขาดการเชื่อมโยงข้อมูลที่ดในระดับ นโยบายนอกจากนั้นความรู้สึกของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องว่า รถไฟที่เป็นของรัฐยังถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกว่า รถไฟเป็นของรัฐเหมือนธุรกิจของบริษัทเอกชนรายหนึ่ง ซึ่งต้องดูแลรับผิดชอบในเรื่องการ เงิน และการลงทุนด้วยตนเอง ความรู้สึกดังกล่าว จะส่งผลลัพธ์ออกมาในรูปของการจัดสรรงบประมาณ สำหรับสร้างทางรถไฟซึ่งน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้กับงานการก่อสร้าง ทางหลวง การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแนวคิด เรื่อง นโยบายการลงทุนโครงสร้างขนส่ง โดยเน้นการคิด แบบบูรณะการทั้งระบบ แทนการดูเป็นรายองค์กร จึงน่าจะสำคัญกว่าเรื่องการเปลี่ยนขนาดความกว้าง ของราง
อ้างอิงจาก
– นคร จันทศร คอลัมน์ ก่อกระแส วารสารรถไฟสัมพันธ์ ฉบับปีที่ 23 เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2546 หน้า 23-24
http://www.oknation.net/blog/akom/2007/04/19/entry-2
จากบล๊อกข้างต้นนั้นนำมาซึ่งบทความนี้
อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

Advertisements

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: