นายก วสท.

ความในใจ “ประสงค์ ธาราไชย” กับภารกิจ 3 ปี นายก วสท.
ผ่านประสบการณ์ในอาชีพวิศวกรรมมาอย่างโชกโชน เมื่อได้รับความไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้นายกสมาคมวิศวกรรมสถาน แห่งประเทศไทย (วสท.) แม้วาระ การดำรงตำแหน่งช่วง 3 ปีนับจากนี้ไป (2551-2553) ถือว่าไม่ยาวนานนักแต่ “ประสงค์ ธาราไชย” ก็มีความมุ่งมั่น ที่จะยกระดับมาตรฐานวิชาชีพวิศวกรรม ให้ได้รับการยอมรับในวงกว้างมากขึ้น ด้วยการประสานการทำงานระหว่างสมาคมวิชาชีพด้านวิศวกรรมต่างๆให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยเปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึง วิชั่นในการทำงานในตำแหน่งผู้นำองค์กรวิชาชีพอย่าง วสท.

“สิ่งที่ผมอยากเห็นคือการจับมือกัน ให้มากขึ้นขององค์กรวิชาชีพด้านวิศวกรรม เปรียบเทียบก็เหมือนแผนภูมิที่มีกลีบดอกไม้หลายชั้นซ้อนกันอยู่ ชั้นในสุดคือ วสท. ชั้นที่สองเป็นองค์กรวิชาชีพด้านวิศวกรรม ชั้นที่สามเป็นสภาวิชาชีพ และชั้นนอกสุดเป็นสถาบันการศึกษา ทั้งหมดนี้ต้องทำงานโดยประสานงานแบบเชื่อมโยงถึงกันหมด ถ้าทำได้ผลดีจะเกิดขึ้นทั้งกับบุคคลากร ที่อยู่ในวิชาชีพและสังคมโดยรวม” นายกฯ วสท. บอกกับ “ประชาชาติธุรกิจ”

อย่างกรณีของการทำรายการ “คลินิกช่าง” ซึ่งรูปแบบของรายการเป็นการให้คำปรึกษาแนะนำและตอบปัญหาเกี่ยวกับงานช่างหลากหลายแขนงที่ออกอากาศทางคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 90.5 “ประสงค์” อธิบายว่า ถ้านำแนวคิดนี้ มาใช้จะช่วยให้ประชาชนที่โทรศัพท์เข้ามา สอบถามได้ประโยชน์มากขึ้น

เพราะต้องยอมรับว่าวิทยากรที่จัดรายการไม่มีทางรู้ทุกเรื่อง การว่าจ้าง วิศวกร 500-1,000 บาท ให้มาตอบคำถามก็คงลำบาก เพราะค่าจ้างวิศวกรจริงๆ แพงกว่านั้น ดังนั้นถ้าประสานงานเป็น เครือข่ายกันได้จะคล้ายๆ กับโลกอินเทอร์เน็ต

คือโพสต์คำถามไว้แล้วก็มีคนมาช่วยกันตอบเหมือนการระดมความเห็น เพราะไม่ได้บอกว่าสิ่งที่ วสท.ตอบไปจะเป็น คำตอบที่ถูกต้องที่สุด หรือถ้าคำตอบ ไม่สมบูรณ์คนที่ฟังอยู่ก็สามารถโทรเข้ามาแนะนำในรายการได้ ปัจจุบันรายการ คลินิกช่างมีเครือข่ายเยอะพอสมควร อาทิ กฟภ. (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) กฟน. (การไฟฟ้านครหลวง) วิศวกรในสภาฯ ฯลฯ ก็เข้ามาช่วยเรา”

“ตอนนี้ อบต. อบจ.ก็มาคุยกับเรา อยากให้ช่วยเขาเพราะกำลังคนไม่พอ เวลามีปัญหาวิศวกรรมบางทีไปหาคนที่ รู้เรื่องก็ดันเอามือซุกหีบเพราะเกรงว่าจะไปขัดผลประโยชน์คนอื่น ทั้งที่การสร้างถนนหนทางเป็นสมบัติของชาติ ดังนั้นถ้าขาดความรู้ วสท.อาสาเป็นคนกลางประสานงานมาได้ เพราะเราไม่มีผลประโยชน์และมี คำตอบให้ แม้ว่าอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด”

อีกตัวอย่างคือกรณีเหตุแผ่นดินไหวที่ดอยสุเทพ ก่อนหน้านี้ขาดคน ขาดความรู้ ก็มีภาคการศึกษาเข้าไปช่วยตรวจสอบ แล้วมีข่าวทำนองว่าเป็นคนเชียงใหม่ด้วยกันเข้าไปช่วย ซึ่งจริงๆ ดอยสุเทพก็เป็นทรัพย์สินของคนทั้งประเทศ เมื่อเกิดปัญหาก็ควรมีหน่วยงานกลางเข้าไปช่วยแก้ปัญหา อย่างปัจจุบัน วสท.มีทั้งวิศวกรอาวุโสและยุววิศวกรที่พร้อมเข้าไปให้ความช่วยเหลือ โดยประสานกับเครือข่ายภาคการศึกษา ในภูมิภาคต่างๆ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ก็ประสานกับเครือข่ายในภาคเหนือตอนบน เป็นต้น

“ประสงค์” บอกว่า ปัจจุบันสภาวิศวกรมีจำนวนสมาชิกประมาณ 2 แสนคน แต่ในจำนวนนี้ที่เป็นสมาชิก วสท.ยังน้อยอยู่ประมาณ 20% หรือ 3 หมื่นคน แต่แนวโน้มน่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และขยายเป็นเครือข่ายมากขึ้น

อย่างที่ผ่านมา สคบ. (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค) ก็ประสานงานเข้ามาขอให้เราเป็นคนตัดสินเมื่อมีการ ไกล่เกลี่ยปัญหาระหว่างผู้ร้องเรียนและ ผู้ถูกร้องเรียน ส่วนนี้ วสท. พร้อมช่วยเหลือ แต่ไม่อยากให้มอง วสท. เป็นศาล คือยึดเป็นบรรทัดฐานตัดสินว่า ใครถูกหรือผิด เหมือนกับที่บอกว่าเรา ไม่ใช่คำตอบที่ถูกที่สุด

“เคยมีกรณีบริษัทรับเหมารายหนึ่งก่อสร้างตึกในซอยสุขุมวิท 15 แล้วไปทำให้บ้านแถวนั้นร้าว คู่กรณีก็มาหาเราทั้งคู่ สุดท้ายศาลก็มาถามเราเพื่อหาข้อยุติ ตอนนั้นเราส่งคนไป 3 คน เหตุที่ต้อง 3 คนเพื่อให้ผู้ร้องขอได้เลือกว่าจะให้ ใครเข้าไปตรวจสอบเหมือนเป็นการแสดง ความบริสุทธิ์ใจว่า วสท.ไม่ได้ล็อกไว้ว่า ต้องวิศวกรคนนี้เท่านั้น และไม่จำเป็น ต้องยึดถือความเห็นเราก็ได้ กรณีนี้เรื่อง จบที่การประเมินราคาค่าซ่อมแซม การคำนวณใช้มาตรฐาน วสท.เป็นหลัก เพื่อไม่ให้เกิดความระแวงว่า วสท.มาแล้วจะเข้าข้างใครหรือเปล่า”

อีกเคสคือกรณีสนามบินสุวรรณภูมิที่ วสท.เป็นคนกลางเข้าไปตรวจสอบก็ยึด เรื่อง “ความปลอดภัย” เป็นหลัก เพราะเรื่องพวกนี้ประนีประนอมไม่ได้ เหมือนโรงพยาบาลในเชิงวิศวกรรม ถ้าไฟดับไฟฉุกเฉินต้องทำงานอย่างช้าภายใน 1 นาที ไม่งั้นเกิดมีเคสผ่าตัดอยู่ จะเกิดปัญหา

และสิ่งที่ วสท.มักพูดเสมอคือให้ช่วย ใช้ของไทยหรือเลือกใช้บริษัทรับเหมาคนไทย แม้เทคโนโลยีอาจสู้ต่างชาติไม่ได้แต่ถ้าไม่ช่วยสนับสนุนก็ไม่เกิดการพัฒนา หรือถ้าเลือกใช้บริษัทต่างชาติก็ต้องมี คนไทยเข้าไปร่วมด้วยเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ถ่ายโอนเทคโนโลยี

“ประสงค์” บอกว่า สำหรับการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่หรือการก่อสร้าง รถไฟฟ้า รัฐบาลควรสนับสนุนคนไทย ด้วยกัน และถ้าเป็นไปได้ควรมีที่ปรึกษาโครงการเข้ามาช่วยวางหลักการ เพราะเมืองไทยมีบุคลากรที่มีความรู้อยู่ในหน่วยงานต่างๆ มากมาย อาทิ การรถไฟฯ อีแกต วสท. ฯลฯ เหมือนกับมีความรู้แล้ว ก็ต้องนำมาถ่ายทอดต่อๆ กัน

“รัฐบาลอาจยอมเจียดค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งอย่างมากไม่เกิน 0.5-1% ของวงเงินก่อสร้าง เอางบฯส่วนหนึ่งมาใช้ตรงนี้แล้วถ้าแบบออกมาดีการก่อสร้างก็จะประหยัดต้นทุนไปได้เอง อย่างกรณีอาคารสนามบินสุวรรณภูมิต้องการให้เด่นเวลามองจาก บนฟ้าเหมือนเพชร ก็นำกระจกมาติดอาคารให้เกิดการสะท้อนแสงแต่ไม่ได้นึกว่าเปลืองพลังงานก็ต้องหาผ้าใบมาติดเพื่อลดรังสีความร้อน”

เป็นความในใจของวิศวกรรุ่นใหญ่ที่ชื่อ “ประสงค์ ธาราไชย”

อ้างอิงจาก : น.ส.พ. ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4056

อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

Advertisements

ป้ายกำกับ: , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: