คอนกรีตมวลเบาผสมเมล็ดแมงลัก

ใหม่ “นวัตกรรมคอนกรีตมวลรวมผสมเม็ดแมงลัก”อีกหนึ่งนวัตกรรมการก่อสร้างอาคารรูปแบบใหม่ โดยใช้
“คอนกรีตมวลเบาผสมเมล็ดแมงลัก
หนึ่งผลงานจากนิสิตปริญญาโทสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำคอนกรีตมวลเบาโดย
มีเมล็ดแมงลักเป็นส่วนผสม เพื่อให้มีน้ำหนักเบาและยังคงสามารถในการรับกำลังได้ตามค่ามาตรฐาน
ชวาน พรรณดวงเนตร นิสิตปริญญาโท สาขานวัตกรรมอาคาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้คิดค้นการนำเมล็ดแมงลักมาผสมกับคอนกรีต โดยมี ดร.ภัทรนันท์ ทักขนนท์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา กล่าวว่า จากการค้นคว้าบวกแนวคิดของการก่อสร้างในปัจจุบัน พบว่า ส่วนมากสถาปนิกมีการเลือกใช้คอนกรีตมวลเบา ซึ่งคอนกรีตมวลเบามีวิธีการผลิตหลากหลายรูปแบบ เช่น การอบด้วยไอน้ำความดันสูงในระบบอุตสาหกรรมใหญ่ เพื่อทำให้ตัวมวลของคอนกรีตฟองอากาศมีน้ำหนักเบา จึงช่วยลดน้ำหนักของโครงสร้าง ช่วยลดราคาในการก่อสร้าง และยังให้ประโยชน์ในการเป็นฉนวนกันความร้อน นอกจากนี้ ยังมีคอนกรีตมวลเบาประเภทอื่นที่มีส่วนผสมของวัสดุทางการเกษตรหรือวัสดุ อินทรีย์ จึงเกิดความสนใจว่า วัสดุทางการเกษตรซึ่งมีคุณสมบัติในการพองตัว เช่น เมล็ดแมงลัก น่าจะมีศักยภาพที่จะเป็นส่วนผสมในคอนกรีตมวลเบาได้
แรงบันดาลใจที่ทำให้ชวาน เลือกเอาเมล็ดแมงลักมาใช้เป็นส่วนผสมหลัก มาผสมกับคอนกรีตให้กลายเป็นคอนกรีตมวลเบา ชวานบอกถึง คุณสมบัติของคอนกรีตมวลเบาซึ่งมีเมล็ดแมงลักเป็นองค์ประกอบว่า“เมล็ดแมงลักมีคุณสมบัติในการขยายตัวเมื่อดูดซับน้ำและมีความหนาแน่นใกล้เคียงกับน้ำทำให้ไม่ลอยตัวเหมือนมวลรวมเบาชนิดอื่นๆเส้นใยของเมล็ดแมงลักจะดูดซึมน้ำและขยายตัวจนเกิดการแทรกอยู่ในเนื้อคอนกรีตเหลวเมื่อคอนกรีตทำปฏิกิริยาไฮเดรชั่นจะช่วยดึงน้ำในเส้นใยเมล็ดแมงลักออกมาทำปฏิกิริยาด้วยจน กระทั่งเมล็ดแมงลักแห้งและเกิดโพรง อากาศภายใน ทำให้คอนกรีตมีความหนาแน่นต่ำลงและมีน้ำหนักเบา”ชวานเลือกเมล็ดแมงลักมาเป็นองค์ประกอบในคอนกรีต ด้วยเหตุผลที่ว่า เมล็ดแมงลักสามารถลอยตัวอยู่ในเนื้อคอนกรีตได้ดีกว่าวัตถุชนิดอื่นๆ
“ถ้าเราใช้วัตถุที่ทำจากการเกษตรอย่างอื่นเมื่อผสมกับน้ำมันจะเบาและลอยตัวขึ้นมาสู่ผิวน้ำแต่เมล็ดแมงลักษณะที่ผสมอยู่มันยัง ความหนักทำให้สามารถกระจายได้อย่างสม่ำเสมอแต่เมื่อเวลาที่แห้งก็จะมีน้ำหนักที่เบากว่าคอนกรีตแบบเก่า”
คุณสมบัติ ของเมล็ดแมงลัก เป็นพืชล้มลุกที่มีคุณสมบัติดูดซับน้ำได้ถึง 25 เท่า ของน้ำหนักตัวเองและเมื่อดูดซับน้ำไว้แล้ว ไฟเบอร์จากเมล็ดแมงลักจะมีลักษณะเป็นเยื่อเมือกลื่น สามารถแยกชนิดของไฟเบอร์ของเมล็ดแมงลักตามลักษณะการละลายน้ำได้2ชนิดคือไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้จะมีลักษณะเป็นเจลและไฟเบอร์ที่ไม่ละลายน้ำจะมีลักษณะคล้ายฟองน้ำโดยดูดน้ำไว้กับตัวเองทำให้พองตัวในส่วนของเส้นใยเมล็ดแมงลักเมื่อแช่น้ำจะพอง ได้ถึง 45 เท่า
ขั้นตอน การทดลอง เริ่มจากการใช้ซีเมนต์ผงผสมเมล็ดแมงลักที่ดูดซับน้ำเต็มที่แล้วในอัตราส่วน 1:1 ก่อน แล้วค่อยลดสัดส่วนซีเมนต์ต่อเมล็ดแมงลักลงทีละครึ่งหนึ่งในกรณีที่มีลักษณะ แข็งตัวจนเกินไป จนกว่าจะได้อัตราส่วนที่เหมาะสม จากนั้นหาปริมาตรโดยการวัดหรือการแทนที่น้ำแล้วชั่งน้ำหนัก แล้วนำมาคำนวณหาความหนาแน่นในแต่ละอัตราส่วน เมื่อได้ชิ้นงาน ขนาด 5x5x5 เซนติเมตร อัตราส่วนละ 3 ชิ้น ใช้เวลาในการบ่ม คอนกรีต 7 วัน แล้วจึงนำไปทดสอบการรับกำลังอัดเพื่อหาความสามารถสูงสุดในการรับกำลังของแต่ ละอัตราส่วน
ผลการทดลอง คอนกรีตมวลเบาที่มีเมล็ดแมงลักเป็นส่วนผสม มวลรวมเบาไม่ลอยขึ้นมาบนผิวของคอนกรีตเหลวเหมือนมวลรวมเบาอื่นๆ มีความหนาแน่นและการรับกำลังอยู่ในช่วงที่ยอมรับใท้องตลาดนอกจากนี้ยังใช้พลังงานในการผลิตน้อยกว่าคอนกรีตมวลเบาประเภทอบไอน้ำภายใต้ความดันสูงชวาน ยังฝากบอกว่า การผลิตคอนกรีตมวลเบาที่ใช้เมล็ดแมงลักเป็นส่วนผสม หรือใช้วัสดุทางการเกษตรซึ่งเป็นวัสดุธรรมชาติเป็นส่วนผสม ควรตรวจสอบคัดเลือกเมล็ดแมงลักในการนำมาใช้งานก่อนทุกครั้ง แม้ปัจจุบันเมล็ดแมงลักยังมีราคาสูงและปลูกเพื่อการบริโภคเท่านั้น แต่ถ้าได้รับการสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกเมล็ดแมงลักเพิ่มขึ้นเพื่อประโยชน์ ทางอุตสาหกรรม ก็จะมีปริมาณเพียงพอสำหรับการผลิตคอนกรีต และประหยัดงบประมาณต่อหน่วยเมื่อผลิตเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ ยังใช้พลังงานและเทคโนโลยีในการผลิตต่ำ ลดปริมาณการใช้ซีเมนต์ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สร้างทดแทนได้ยากไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ และช่วยให้เกษตรกรไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น พูดถึงคอนกรีตมวลเบาหลายคนคงยังจะไม่รู้จักว่ามันคืออะไร แต่ในปัจจุบันคอนกรีตมวลเบาเป็นวัตถุที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ของผู้ที่ทำงานก่อสร้าง เช่นการสร้างบ้านที่นิยมนำมาเป็นฝาผนังเพราะไม่ต้องแบกรับน้ำหนักที่มากเกินไป
“ถึง ตอนนี้ยังไม่มีค่อยมีใครรู้จักคอนกรีตมวลเบากันสักเท่าไรนัก แต่อนาคตคิดว่ามันสามารถมาแทนคอนคอนกรีตแบบเดิมๆ ที่ใช้อยู่อย่างแน่นอนโดยที่เราเอาวัตถุจากธรรมชาติมาใช้เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทาง การเกษตรทำให้เงินหมุนเวียนอยู่ในประเทศและที่สำคัญเป็นสิ่งที่คนไทยสร้างขึ้นมาโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาเทคนิคของต่าง ประเทศเลย”ชวาน เอ่ยทิ้งท้าย
อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

Advertisements

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: