แนวความคิดบูรณาการ

แนวความคิด นวัตกรรมบรูณาการ

ปัจจุบันทั้งเศรษฐกิจ การเมือง กฎหมาย สังคม การศึกษา เปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อนมาก นั้นก็เพราะพลเมืองของโลกนั้นมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา จากเมื่อ 1,500 ปีที่แล้วมีพลเมืองทั้งโลกเพียง 153 ล้านคน ปัจจุบัน จำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นกว่า 6,000 ล้านคน แต่ทรัพยากรธรรมชาติของโลกนั้นมีจำนวนอยู่เท่าเดิมหรือมีอยู่อย่างจำกัด ทำให้มนุษย์ต้องศึกษาและค้นคิดหาวิธี ในการที่จะใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแบ่งบันกันใช้อย่างทั่วถึง นั้นก็คือ ความรู้ (Knowledge) และเทคโนโลยี (Technology)

มนุษย์นั้นแตกต่างจากสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตประเภทอื่นนั้นก็คือ ความสามารถถ่ายทอดความรู้ไปยังรุ่นต่อไปได้ ทำให้สามารถควบคุมสัตว์อื่นๆบนโลกได้ กราฟต่อไปนี้จะทำให้เรามองเห็นได้ว่า ข้อมูล (Data) เปรียบเสมือนเอ็มไซม์ของความรู้ และสังเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นก็จะกลายเป็น รายละเอียด (Information) และการสังเคราะห์รายละเอียดก็จะกลายเป็น ความรู้ และหากสังเคราะห์ความรู้ขึ้นไปอีกก็จะกลายเป็น ปัญญา (Intelligent) ซึ่งสามารถเปรียบกับหลักของศาสนาพุทธนั้นก็คือ การทำบุญทำทาน ศีล สมาธิ และปัญญา นั้นเอง หากเปรียบเทียบกับหลักของคอมพิวเตอร์จะเห็นได้ว่า ทำไมศาสนาพุทธจึงต้องให้มีการถือศีล ซึ่งศีล 5 ข้อก็คือ ห้ามโกหก เพราะการโกหกทำให้เราต้องมีข้อมูลอยู่ 2 ส่วน ทำให้การจัดเก็บมากขึ้นมากกว่าปกติ 2 เท่า เพราะต้องเก็บข้อมูลที่เป็นจริงและข้อมูลที่ไม่เป็นจริงนั้นเอง

กราฟแผนภูมิการเกิดปํญญาตามหลักของพุทธศาสนา
มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์จะเห็นว่ามีอายุสี่ถึงห้าหมื่นปี แต่ที่มีบันทึกก็ประมาณ 5,000 ปีและมนุษย์ก็มีการคิดอย่างเป็นระบบนั้นก็คือ ศาสนา นั้นเอง ซึ่งสามารถเรียกได้ว่า ศาสนา นั้นก็คือ ความรู้ที่ใหญ่ที่สุดของมนุษย์ โดยเริ่มต้นเป็นการเรียนรู้ของมนุษย์จะเป็นการเรียนแบบองค์รวม แต่ต่อมาเป็นการเรียนในระบบ คือแบ่งการเรียนเป็นสาขาๆ เช่น ดาราศาสตร์ ศิลปกรรม รัฐศาสตร์ เป็นต้น ประมาณซัก 600-700 ปีที่แล้ว เพื่อให้ง่ายในการศึกษาและค้นคว้า โดยแท้จริงแล้วความรู้ทุกสาขานั้น ต่างเป็นการที่จะมุ่งค้นหาความจริง และปัญญานั้นเป็นการมุ่งนำไปใช้งานให้เกิดประโยชน์นั้นเอง

ซึ่งสามารถแบ่งความรู้ได้เป็น 2 แบบ คือ แบบแนวความคิดของคนตะวันตก ซึ่งจะเป็นแนวการคิดแบบวัตถุนิยมและศาสตร์สากลเป็นหลัก โดยเน้นที่จะเอาชนะธรรมชาติให้ได้ เช่น เคมี เครื่องจักรกล เป็นต้น อีกแบบหนึ่งคือความคิดแบบคนตะวันออก ซึ่งจะเน้นในการคิดเรื่องของธรรมชาติเป็นหลัก โดยเน้นในการที่เรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติให้ได้ เช่น อี้จิง ลัทธิเต๋า ขงจื้อ การนวด การฝังเข็ม อาหาร การเลี้ยงช้าง เป็นต้น สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะมีสภาพอากาศที่แตกต่างกัน คนฝั่งตะวันตกไม่สามารถที่จะทนสภาพ ความหนาวได้ ถ้าไม่รู้จักการเอาชนะธรรมชาติ ส่วนคนตะวันออกสามารถดำรงชีพอยู่ได้ตลอดปี โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินเป็นหลัก

ส่วนเทคโนโลยีนั้น อาจเป็น เครื่องมือ อุปกรณ์ หรือ วิธีการทำงานก็ได้ ที่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับเรา ซึ่งจะเห็นได้ว่าแต่ละสาขาวิชาชีพต่างๆล้วนต้องมีการพัฒนาวิทยาการในสาขาตนเองให้สูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา เช่น เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีการศึกษา เทคโนโลยีทางการเงิน เป็นต้น โดยเทคโนโลยีจริงๆแล้วนั้นถูกผูกไว้กับทรัพยากรธรรมชาติกับจำนวนประชากรของโลก ซึ่งหากจำนวนประชากรโลกเหลือกันเพียง 2 คน ก็จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีต่างๆที่มีนั้นก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

ตามที่ได้เกริ่นนำไว้ ตั้งแต่ตอนแรกแล้วว่า จำนวนประชากรโลกนั้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกๆปี ทำให้เศรษฐกิจ การเมือง กฎหมาย สังคม การศึกษา มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพความเป็นจริงในแต่ละสภาพท้องถิ่นขณะนั้นตลอดเวลา ซึ่งอี้จิง เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง เป็นศาสตร์จีนโบราณที่มีอายุกว่า 3,000 ปีที่แล้ว หากเราสามารถเข้าใจความจริงแล้ว ก็ย่อมสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เพราะการที่อยู่อย่างมีรู้จักความจริงนั้นย่อมนำไปสู่ความทุกข์ต่างๆ เพราะเป็นการจ่ายค่าบิดเบือนความจริงนั้นเอง ยกตัวอย่างเช่น หากสังคมใดยอมขายสิทธิ์ขายเสียงตนเองในการเลือกตั้งซึ่งเป็นเหตุ ก็ย่อมจะได้รับผลลัพธ์จากการบิดเบือนความจริง นั้นก็คือ การลำบากเดือดร้อนภายหลัง

หากผู้ใดเป็นคนที่สามารถเห็นความจริงและคิดหาวิธี รวบรวม หรือ ประดิษฐ์เครื่องมือที่การเอาชนะปัญหานั้นๆได้ครั้งแรก ก็จะเรียกว่า นวตกรรม (Innovation) โดยจะเห็นได้ว่านวตกรรมเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะช่วยให้องค์กรสามารถแข่งขันกับองค์กรคู่แข่งได้ เพราะสามารถให้บริการ หรือ สินค้ามีคุณภาพที่ดีกว่า ทำงานได้รวดเร็วกว่า และราคาประหยัดกว่า ซึ่งหากสังคมใด บ้านเมืองใดมีองค์กรที่สนใจในการใช้นวตกรรมเป็นจำนวนมากก็จะส่งผลให้สังคมนั้น มีขีดความสามารถในการแข่งขันกับสังคมอื่น หรือ ประเทศอื่นได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้สังคมนั้นมีความแข็งแรงและเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันสังคมไทยค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะระบบการศึกษาของเราสั่งสอนเฉพาะความรู้ แนวความคิดในศาสตร์ของตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ และสอนกันเป็นส่วนๆ ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบศาสตร์เชิงเดี่ยว และโดยอาจารย์ผู้สอนที่เองก็ไม่รู้จริง ทำให้เป็นการศึกษาไทยเป็นการเรียนเพื่อให้รู้ แต่ไม่สามารถนำความรู้ที่ได้ร่ำเรียนนำมาทำงานได้จริง ซึ่งเป็นความรู้แบบอวิชชา

ซึ่งผู้เขียนเองจะทยอยเขียนบทความเป็นตอนๆในนิตยสาร Business.com ฉบับนี้ เพื่อที่จะอธิบายแนวความคิด นวตกรรมบรูณาการ ที่ท่านผู้อ่านสามารถนำไปใช้พัฒนาหน่วยงานของตนทั้งภาคเอกชนและราชการ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: