เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง

เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง ความสำคัญในการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ ปัจจัยหลักที่จะก่อให้เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ได้ มีอยู่ 2 ปัจจัย คือ อสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น เนื่องจากมีปริมาณเม็ดเงินจำนวนมาก และอุตสาหกรรมการก่อสร้างก็มีความสัมพันธ์กันโดยตรงกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากเป็นสินค้า ( Product ) ที่จะให้อสังหาริมทรัพย์นำไปขาย และหากมีการพิจารณาถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทำให้พบว่า หากมีการพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถในอุตสาหกรรมการก่อสร้างให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นแล้ว จะทำให้ระบบเศรษฐกิจดีขึ้นได้ทั้งระบบอย่างยั่งยืนและถาวร และความจริงยังกลับพบว่าปริมาณการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในอุตสาหกรรมการก่อสร้างทั่วโลกและในประเทศไทยนั้น มีอยู่ค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณเม็ดเงินในระบบอุตสาหกรรมนี้ อันเนื่องมาจากความรู้ด้านการก่อสร้างนั้นมีความสลับซับซ้อนมาก เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ และมีลักษณะการทำงานที่ผันแปรไปตามปัจจัยต่างๆของโครงการ อันเนื่องมาจาก สภาพภูมิประเทศ สถาปัตยกรรมท้องถิ่น รสนิยมของผู้อยู่อาศัย วัสดุ วิชาชีพหลายมิติ เช่น สถาปนิก วิศวกร บัญชี เป็นต้น กฎหมาย มาตรฐานการออกแบบ ( Design Code ) มาตรฐานการก่อสร้าง ความชำนาญของช่างและผู้ออกแบบ ซึ่งทำให้การก่อสร้างนั้นเป็นงานเฉพาะตัว (Custom Made) ในแต่ละโครงการ จึงทำให้พบว่าส่วนใหญ่การก่อสร้างในประเทศไทยยังถือว่ายังล้าหลังจากประเทศอื่นอยู่มากและหากเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆในประเทศไทยเองก็ยังพบว่ามีปริมาณค่อนข้างน้อย หรือ แทบจะเรียกว่าส่วนใหญ่ยังคงทำงานด้วยคน ( manual ) หรือเป็นกระดาษกันอยู่เลย ภาพแสดงขั้นตอนการทำงานของอาคารตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการทุบอาคารทิ้ง ( Building Life Cycle ) ซึ่งมาทำเป็นกราฟเปรียบเทียบถึงต้นทุนการทำงานด้วยคนและคอมพิวเตอร์จะทำให้เราพบว่า ต้นทุนการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์มีต้นทุนที่ลดลงทุกๆปีและต้นทุนการทำงานด้วยคนกลับมีต้นทุนที่สูงขึ้นตลอดเวลาทุกปี และปัจจุบันเราได้เลยจุดคุ้มทุนมาแล้ว หากเราไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อลดต้นทุนการทำงาน จะทำให้เรามีพื้นที่การเสียเปรียบกับคู่แข่งมากขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดจะทำให้เราไม่สามารถแข่งขันในธุรกิจนี้ได้ การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการทำงานจึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ( Productivity ) และขีดความสามารถในการแข่งขัน ( Competitive Advantage ) ในคราวเดียวกัน หากทุกคนเข้าใจหลักการนี้แล้วจะทำให้ตระหนักว่า การใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยทำงานในธุรกิจก่อสร้างนั้นมีความจำเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีปริมาณเม็ดเงินจำนวนมาก ทำให้สามารถประหยัดเงินได้ทันที หากเริ่มพูดถึงคอมพิวเตอร์ด้านก่อสร้างแล้ว ผมเองก็เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงจะรู้จักโปรแกรมประเภท CAD (Computer Aided Design) ที่เอาไว้ช่วยสำหรับการเขียนแบบ ซึ่งระบบ CAD ก็มีการวิวัฒนาการพอแยกได้เป็น 3 ยุค ดังนี้ รูปภาพแสดงถึงยุคสมัยของ CAD • ยุคแรก การเขียนแบบด้วยมือลงบนกระดาษ ซึ่งมีข้อจำกัดมากไม่สะดวกในการปรับปรุงแบบ ซึ่งเป็นการเขียนแบบ 2 มิติ คือ เป็นรูปด้าน รูปตัด แปลนอาคาร • ยุคที่สอง เขียนแบบด้วยโปรแกรม CAD ซึ่งยุคนี้เริ่มได้มาประมาณ 20 ปี แล้ว และปัจจุบันการทำงานเกือบ 100 % ในการเรียน การสอน การทำงานในวงการก่อสร้างไทยยังใช้ระบบนี้อยู่ ทำให้มีปัญหาเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบอื่นๆ เนื่องจากเป็นแค่การเขียนแบบแต่อย่างเดียว และทำให้การทำงานขาดการเชื่อมต่อไปยังระบบอื่น ทำให้โปรแกรม CAD เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับพนักงานเขียนแบบอย่างเดียวเท่านั้น สำหรับผู้จัดการโครงการ เจ้าของโครงการ หรือ สถาปนิกเอง จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคอมพิวเตอร์เท่าที่ควร • ยุคที่สาม จำลองการออกแบบอาคารบนคอมพิวเตอร์ ( Building Simulation ) ทำให้สถาปนิกสามารถมองเห็นอาคารเสมือนจริงบนคอมพิวเตอร์ขณะออกแบบ ซึ่งทุกวัตถุ ( Object ) บนระบบคอมพิวเตอร์จะมีราคา สี คุณสมบัติวัสดุ เหมือนจริง ทำให้ทราบราคาค่าก่อสร้างทั้งอาคารได้ทุกขณะ ลดการทำงานผิดพลาดลง สามารถใช้โมเดลไปให้วิศวกรออกแบบโครงสร้าง ไฟฟ้า ประปา ได้ทันที โดยไม่ต้องสร้างโมเดลใหม่ให้เสียเวลา ลดการซ้ำซ้อนทั้งระบบ สะดวกในการนำเสนองานและการแก้ไขแบบอาคาร หากมีการแก้ไขขยายขนาดห้องจาก 4.00 ม. เป็น 4.50 ม. ที่รูปใดรูปหนึ่ง จะทำให้รูปทั้งหมด ทั้งรูปแปลน รูปด้าน รูปตัด รูปขยาย จะปรับปรุงแบบให้ใหม่ทันที ไม่ต้องเสียเวลาในการแก้ไขแบบใหม่เป็นแรมเดือนอีกต่อไป และในยุคที่สามของ CAD นี้ ได้มีการกำหนดมาตรฐานการทำงานบนระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโปรแกรมต่างๆ ซึ่งเรียกว่า IFC ( Industrial Foundation Class ) ปัจจุบันมีผู้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชั้นนำของโลกได้เข้าร่วมพัฒนาและเป็นสมาชิก เช่น Microsoft, Autodesk, Bentley เป็นต้น โดยการใช้เทคโนโลยี XML เป็นมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนไฟล์กัน และยังทำให้โปรแกรม CAD ออกแบบสถาปัตยกรรม ประมาณราคา วิศวกรโครงสร้าง บริหารโครงการ บริหารทรัพย์สิน หรือแม้กระทั่งระบบบัญชี สามารถเชื่อมโยงและคุยกันได้เป็นอย่างดี รูปแสดงการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโปรแกรมแบบเก่า รูปแสดงการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านมาตรฐานกลาง IFC • โดยการเชื่อมโยงรูปแบบ IFC นี้จะเป็นการเชื่อมโยงได้ทั้งแบบ ( Drawing ) และข้อมูลประกอบ ( Attribute ) จากรูปแบบเดิมที่สามารถแลกเปลี่ยนได้แค่ Drawing ระหว่างโปรแกรมโดยใช้ไฟล์ DXF ( Data Exchange Format ) เป็นตัวกลาง • ไฟล์แบบก่อสร้างรุ่นใหม่สามารถเก็บรูปแบบแปลนทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบเบื้องต้นจนถึงแบบก่อสร้างจริง ( As- Build Drawing ) ได้ในไฟล์เดียว โดยสามารถแยกแบบได้เป็นชุดๆ ซึ่งจากเดิมจะต้องเก็บไฟล์หลายสิบหลายร้อยไฟล์ ทำให้ยากในการค้นหา และเรียกใช้งานภายหลัง รูปแสดงการเขียนแบบ ตั้งแต่ความต้องการ จนถึงแบบสำหรับบำรุงรักษาจริง ที่สามารถเป็นไฟล์เดียวในโปรแกรม ArchiCAD ที่เป็น CAD ยุคที่ 3 รูปแสดงถึงการเชื่อมโยงตั้งแต่ การออกแบบ การผลิต หน่วยงานก่อสร้าง และ ลูกค้า สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ โดยผ่าน IFC Technology และ ยุคที่ 3 การใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่รองรับระบบ IFC ทำให้ผู้ใช้งานทั้ง สถาปนิก วิศวกร เจ้าของโครงการ ที่ปรึกษาโครงการ สามารถทำงานได้สะดวกรวดเร็ว ลดการทำงานผิดพลาด สามารถนำข้อมูลไปใช้งานได้ทั้งระบบตั้งแต่การออกแบบ ประมาณราคา การก่อสร้าง การติดตั้ง การโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยตอนถัดๆไปผมจะอธิบายถึงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ สำหรับช่วยงานสถาปัตยกรรม วิศวกรรม การก่อสร้าง (Construction) การบริหารโครงการ (Project Management) การบริหารอาคาร (Facilities Management) ที่ช่วยทำให้วงการอสังหาริมทรัพย์ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้ง ลดต้นทุน และทำงานได้รวดเร็ว

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: