โครงการ เทคโนโลยีสารสนเทศการบริหารโครงการระดับรัฐบาล

โครงการ เทคโนโลยีสารสนเทศการบริหารโครงการระดับรัฐบาล

ชาติชาย สุภัควนิช
chatchai@twoplussoft.com

บริษัท ทูพลัส ซอฟท์ จำกัด
http://www.twoplussoft.com

หลักการและเหตุผล

ปัจจุบันนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการที่จะต้องบริหารประเทศให้ได้ วิสัยทัศน์ที่ได้กำหนดไว้ โดยมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ใช้ทรัพยากรในประเทศให้คุ้มค่าที่สุด เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนในประเทศอย่างยั่งยืน ตามแนวทางทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

การบริหารประเทศของระดับรัฐบาลนั้นเป็นการวางแผนแล้ว ให้หน่วยงานระดับกระทรวง กรม หรือ กอง เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการให้สำเร็จลุล่วง โดยการสั่งการนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมองเห็นและติดตามความก้าวหน้าได้เองตลอดเวลา โดยให้ผู้ที่รับผิดชอบเป็นผู้ดำเนินการ แต่ผู้บริหารระดับสูงในระดับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี หรือ คณะทำงานต่างๆสามารถติดตามความก้าวหน้าได้อย่างใกล้ชิดผ่านระบบเทคโนโลยี สนเทศ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างสูงสุด

ดังนั้นรัฐบาลจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการที่จะต้องจัดหาระบบเทคโนโลยี สารสนเทศสำหรับบริหารโครงการ งบประมาณ และผู้รับผิดชอบ ในระดับรัฐบาล เพื่อเป็นการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานในการบริหารประเทศในยุคใหม่

ความเป็นมาของปัญหา

รัฐบาลกำลังวางแผนการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่และบริหารหน่วยงานราชการทั้ง หมดที่อยู่ในการกำกับ ให้สามารถทำได้ตามที่เป้าหมายของรัฐบาล เพื่อให้ประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวและเป็นการ กระตุ้นระบบเศษฐกิจที่ประสบปัญหาภาวะชะลอตัวชั่วคราวให้สามารถขับเคลื่อนต่อ ไปได้ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของรัฐบาลในการทำงาน เพื่อให้ประชาชนภายในประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดี แต่ทำอย่างไรที่จะทำให้โครงการที่รัฐบาลต้องลงทุนนั้น ทั้งมีประสิทธิภาพ และโปร่งใส เพื่อให้นักลงทุนและประชาชนทั่วไปมีความมั่นใจในการทำงานว่าโครงการที่ได้ ดำเนินการไปนั้นมีความคุ้มค่าในการลงทุน

การบริหารของรัฐบาลให้สามารถทำงานได้ลุล่วงไปได้ด้วยดีตามเป้าหมายของ รัฐบาลที่ได้วางไว้ ที่ต้องกำหนด วิสัยทัศน์ พันธ์กิจ ยุทธสาตร์ และย่อยให้เป็นโครงการ ( Project ) หรือแผนงาน ( Schedule ) โดยแต่ละโครงการก็ประกอบด้วยรายละเอียดการทำงาน ( Activity ) รายละเอียดการทำงาน ผู้รับผิดชอบ งบประมาณ เพื่อให้สามารถควบคุมให้กิจกรรมย่อยเป็นไปตามแผนโครงการให้มากที่สุด หากกิจกรรมย่อยใดที่ไม่สามารถทำตามที่กำหนดไว้ จะทำให้ผู้บริหารโครงการเห็นปัญหาและสามารถปรับแก้ไขแผนงานให้กระทบกับแผน งานหลัก ( Master Plan )ให้น้อยที่สุด การบริหารราชการให้ความสำคัญกับการทำแผนงานมาก เพราะจะสังเกตุได้ว่าจะมีกองแผนงาน ในทุกกรมหรือหน่วยงานราชการ และ หากกรมที่มีขนาดใหญ่จะมีการแตกเป็นฝ่ายเพิ่มขึ้น เพื่อให้ทำงานนั้นโดยเฉพาะ เช่น ฝ่ายติดตามประเมินผลเป็นต้น

ภาพอธิบายการบริหารโครการของภาครัฐโดยทั่วไป

ซึ่งปกติประชาชนส่วนใหญ่อาจคิดว่าภาครัฐน่าจะคุ้นเคยและทำโครงการได้ดี เพราะ ทำมานาน การบริหารภาครัฐ ทั้งระดับรัฐบาล กระทรวง หรือ กรม เป็นการบริหารเชิงโครงการกว่า 80 % เนื่องจากเป็นการตั้งโครงการเชิงงบประมาณเป็นหลัก แต่ความเป็นจริงกลับมักพบว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารโครงการให้สำเร็จนั้นมักจะไม่มีคนเข้าใจ ระบบการบริหารโครงการที่แท้จริง คือ มักจะทำโครงการคือ เขียนโครงการโดยการคัดลอกโครงการจากหน่วยงานอื่นมา หรือ คัดลอกโครงการจากปีที่แล้วมาทำใหม่โดยเปลี่ยนแค่ตัวเลข และเป็นการตั้งโครงการจากการเกิดปัญหามาแล้ว หรือที่เรียกว่า No Pain, No Gain ซึ่งมักจะพบในการตั้งโครงการว่า มีความจำเป็นและเร่งด่วนกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นนัยว่า หากไม่ให้งบระมาณจะเกิดการเสียหายไปมากกว่านี้ เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานก็ทำเพิกเฉยหรือทำเสียหายไปเยอะแล้ว โดยกองแผนในแต่ละกรม จะเป็นคนรวบรวมแผนการกองต่างๆมาทำการคัดเลือก โดยดูจากงบประมาณของแต่ละกองที่เคยได้ในแต่ละปี โดยโครงการที่เขียนขึ้นมักจะเขียนจากข้าราชการระดับล่างเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเรียกว่า คนทำไม่ขอ คนขอไม่ได้ทำ ซึ่งยิ่งพอได้งบประมาณมาก็เป็นละเรื่องกับที่ตั้งเข้าไป คณะกรรมการก็จะถูกตั้งเข้ามาโดยส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยรู้ว่าโครงการนี้เป้า หมายความสำเร็จของโครงการนั้นคืออะไร ก็จะตรวจตามตัวอักษรในรายการประกอบการประมูล เช่น หากตกตัวหนังสือไปตัวหนึ่งก็ไม่เข้าใจทันที ประกอบกับโครงการนั้นต้องใช้เวลาการทำงานที่ยาวนานหลายๆเดือน การทำงานคือการประชุมก็จะเริ่มเข้ามา แบบเรียกกว่าประชุมเป็นอาชีพ ประชุมเป็นอุตสาหกรรมเลยก็ว่าได้ ประชุมเสร็จไม่เคยไปบอกคนเกี่ยวข้องเลยก็มี เพราะมีประชุมอยู่หลายคณะ ส่วนเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ลงทุนไปมากมายก็มักจะไม่เคนลงทุนด้านนำมาบริหาร โครงการที่เป็นหน้าที่ตัวเองเลย เหมือนทำทุกเรื่องยกเว้นเรื่องที่จำเป็นกันซะยังงั้น ทำให้การบริหารโครงการของภาครัฐที่ผ่านมาไม่ประสบผลสำเร็จตามที่กำหนดไว้ตาม ที่ตั้งแต่ตอนแรกตอนของบประมาณ

ภาพอธิบายรูปแบบการตั้งโครงการและรายงานผลจาก สิ่งที่ควรเป็นและที่พบเห็น
โดยเปรียบเทียบจากรูปแบบของการไหลของข้อมูล

หากหน่วยงานราชการ มีความเข้าใจถึงหลักการ การบริหารโครงการ คือการวางเป้าหมายสิ่งที่เราจะต้องทำ ที่พิจารณาแล้วว่าดีจึงลงมือทำ และหลังทำแล้วจะต้องได้ งานเสร็จทันตามที่กำหนด ( Time ) ใช้เงินไม่เกินกว่าที่กำหนด ( Cost ) และมีคุณภาพดีตามที่ต้องการ (Quality) จะทำให้เกิดการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่เท่าที่สมาคมบริหารโครงการ ประเทศสหรัฐอเมริกาทำการสำรวจข้อมูลโครงการ 20,000 ทั่วโลกพบว่า โครงการกว่า 70 % ไม่สามารถทำงานได้ตามที่วางแผนไว้ตั้งแต่ต้น และ 50 % ของโครงการมีการทำโครงการใหม่ซ้ำอีกครั้ง

ยิ่งปัจจุบันมีการวัดประเมินผลประสิทธิภาพการทำงาน โดยการจัดให้มีการวัดประสิทธิภาพการทำงาน ( KPI -Key Performance Index ) ยิ่งดูว่าภาครัฐยิ่งไม่เข้าใจหลักการบริหารโครงการเข้าไปกันอีก เพราะปัจจุบันมีการให้แต่ละหน่วยงานจัดทำ KPI กันเอง โดยลืมว่าหากไม่มีข้อมูลที่ทำงานทุกโครงการของหน่วยงานที่ถูกต้อง แม่นยำ ใหม่สด แล้วค่า KPI จะสามารถทำกันได้อย่างไร เพราะข้อมูลที่ทำงานโครงการส่วนใหญ่แล้วกระจายกันไปทำงานเกือบทุกจังหวัดใน ประเทศไทย มีหลายสิบหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบ ต้องสรุปรายงานข้อมูลกันทุกๆ 15 วัน แค่ข้อมูลจากอำเภอ เข้าสู่จังหวัด จากจังหวัดสู่สำนักงานเขต จากเขตสู่กรม จากกรม สู่กระทรวง และส่วนกลาง สู่การสรุปข้อมูลทั้งประเทศ ข้อมูลที่ทำงานมีทุกรูปแบบ ( Format ) ทั้งกระดาษ, Excel, Email ซึ่งการเดินทางของข้อมูล1 ข้อมูลจะใช้เวลาเดินทางและสรุปต้องใช้เวลากันแรมเดือนกันเลยทีเดียว หากการสรุปข้อมูลทุกโครงการของเมกะโปรเจ็กค์จะต้องสรุปแต่และครั้งต้องใช้ เวลาแรมปีกันเลยทีเดียว หากทำงานกันแบบเดิม

ภาพอธิบายขั้นตอนการทำงานของโครงการตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จโครงการ
โดยสามารถส่งรายงานให้คนที่เกี่ยวข้องทราบในแต่ละตอน

การบริหารโครงการด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย ( Computerized Project Management System ) เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้รัฐบาล สามารถบริหารทุกโครงการที่ทำงานทั้งงบประมาณปกติ และโครงการเมกะโปรเจ็กต์ ได้ตามเป้าหมาย มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส เพื่อให้ข้อมูลโครงการต่างๆทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มโครงการ จนถึงโครงการแล้วเสร็จสามารถที่จะไหลเวียนข้อมูลเป็นเนื้อเดียวกัน หลีกเลี่ยงต่างคนๆทำ จนสุดท้ายไม่สามารถติดตามประเมินผลได้ ซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ สำหรับการบริหารโครงการระดับองค์กร จะทำให้ผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง รัฐมนตรีที่รับผิดชอบ อธิบดี ผู้จัดการโครงการ เจ้าหน้าที่ระดับปฎิษัติการ หรือ แม้กระทั่ง ประชาชนทั่วไป สามารถตรวจสอบการทำงานโครงการ ทราบถึงสภาพการทำงานที่แท้จริงของโครงการและความเห็นของเจ้าหน้าที่หรือข้า ราชการในระดับปฎิษัติการ เพื่อทราบข้อมูลที่ถุกต้อง แม่นยำ และทันการณ์ โดยระบบบริหารโครงการระดับองค์กร จะมีคำสั่งสามารถที่จะกำหนดระดับการเข้าถึงข้อมูลได้แต่ละระดับ ( Access Level ) เช่น นาย ก. ดูโครงการนี้ A,B ได้ แต่แก้ไขได้เฉพาะที่ตัวเองดูแลในโครงการ B เป็นต้น ส่วนประชาชนทั่วไปจะสามารถเข้าไปดูข้อมูลโครงการได้ แต่สามารถดูได้เฉพาะระดับข้อมูลที่สามารถเปิดเผยกับสาธารณะชนได้เท่านั้น โดยโปรแกรมจะสามารถกำหนดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถล็อกออนเข้ามาป้อนข้อมูล ตรวจสอบข้อมูลโครงการที่รับผิดชอบได้ผ่านอินเตอร์เน็ต โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมที่เครื่องคอมพิวเตอร์เองที่สำนักงานหรือที่บ้าน และทำให้ข้อมูลมีความสมบูรณ์เนื่องจากจัดเก็บเป็นแหล่งเดียวกันทั้งหมด

เทคโนโลยีการบริหารโครงการระดับรัฐบาล เป็นใช้หลักการบริหารทรัพยากร ( Resource Management ) เป็นหลัก ที่ทำให้สามารถกำหนดผู้รับผิดชอบได้จากผังรัฐบาลในระดับรายบุคคลเลย ( OBS-Organization Breakdown Structure ) โดยส่วนใหญ่ท่านอาจจะคิดว่าเทคโนโลยีการบริหารโครงการเป็นแค่โปรแกรมวางแผน งานโครงการ ( Project Scheduling ) เท่านั้น ซึ่งไม่สามารถนำมาบริหารโครการขนาดใหญ่ในระดับองค์กรหรือ เมกะโปรเจ็กต์ได้ ซึ่งเทคโนโลยีบริหารโครงการสมัยใหม่นี้สามารถกำนหดรูปแบบของโครงการแบ่งเป็น หน่วยงานย่อยๆ เป็นกระทรวง กรม ได้เหมือนกับการวางโครงสร้างของภาครัฐ และสามารถกำหนดจำนวนโครงการได้ไม่จำกัดจำนวน และมีจำนวนกิจกรรมได้ไม่จำกัด สามารถสรุปข้อมูลทั้งหมวดได้โดยเพียงการเอาเม้าส์ไปวางที่จุด เช่น กรม กระทรวง ก็จะได้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดทันที โดยการคิดต้นทุนจากกิจกรรม หรือที่เรียกว่า ABC – Activity Base Costing เพื่อให้ข้อมูลสามารถวิ่งไปสู่การจัดทำ Cost Center และ Profit Center ในฝั่งของระบบ ERP ( Enterprise Resource Planning ) หรือ GFMIS ได้

ภาพอธิบายขั้นตอนขบวนการบริหารโครงการแบบสมบูรณ์ ตั้งแต่เริ่ม จนเสร็จ และสามารถแปลงข้อมูลทำงานเป็นองค์ความรู้ ( Knowledge Base ) เพื่อนำใช้กับโครงการอื่นๆต่อไป

ภาพหน้าจอคอมพิวเตอร์แสดงถึงรายละเอียดของแต่ละโครงการ
หากไม่เป็นไปตามแผนจะกลายเป็นสีแดงให้ผู้ใช้งานทราบทันที

ภาพแสดงข้อมูลเวลาและกำลังคนในแต่ละโครงการ หรือทุกโครงการได้อัตโนมัติ

ภาพแสดงรายละเอียดของกิจกรรมย่อยในโครงการ
เพื่อให้ผู้ทำงานรายงานได้ทุกรูปแบบผ่านอินเตอร์เน็ต

รายงานผลขณะทำงาน

ส่วนระหว่างการดำเนินการโครงการอยู่นั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถทราบได้โดยตรวจดูได้จากข้อมูลโครงการที่แสดงออกมา เป็นกราฟที่เรียกว่า S-Curve โดยการวิเคราะห์จากมูลค่างานที่ทำได้ ( Earn Value Analysis) จึงเป็นเครื่องมือสมัยใหม่สำหรับการบริหารโครงการ โดยจะเป็นกราฟข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างผลงานที่ทำได้และเวลาที่ใช้ไปบนแผน งานโครงการ ซึ่งเป็นเสมือนการมีหน้าปัดรถยนต์ เพื่อบอกกับผู้ขับรถว่า ขณที่ขับนี้มีความเร็วเป็นเท่าไร ความเร็วรอบเป็นเท่าไร หรือ น้ำมันใกล้หมดถึงหรือไม่ โดยโปรแกรมบริหารโครงการสมัยใหม่นอกจากจะแสดงผล Earn Value ของทุกโครงการบนกระดาษแผ่นเดียวได้อัตโนมัติแล้วยังแสดงค่าดัชนีอื่นๆ เช่น Earn Value Index ( EVI ), Schedule Index เป็นต้น เพื่อช่วยให้ผู้บริหารโครงการสามารถมองเห็นสภาพโครงการได้ชัดขึ้นอีก

ประโยชน์ของวิธีของ Earn Value นี้จะช่วยให้ผู้จัดการโครงการมองเห็น สภาพโครงการว่าจะมีแนวโน้มโครงการจะล่าช้ากว่าเดิมเป็นกี่เดือน หรือ ต้องใช้เงินมากหรือน้อยกว่าวางแผนเป็นเท่าไร โดยการมองจากกราฟของ Earn Value ที่เริ่มทำงานจริงไปแล้วมากกว่า 15 % ทำให้ผู้จัดการโครงการ หรือ ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถปรับแผนงาน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงทันทีโดยไม่ต้องรอให้โครงการใกล้แล้ว เสร็จ ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถแก้ไขแผนงานโครงการได้ทัน

กราฟแสดงการเปรียบเทียบระหว่างมูลค่าของงานกับเวลาที่ทำงาน ตามหลักของ Earn Value

การแสดงผลรายงานเป็นกระดาษ (Reports)

ข้อมูลทั้งแผนงาน เงิน ผู้รับผิดชอบ หรือ เอกสารอื่นๆ ที่กำหนดลงในโครงการ และมีการกำหนดลำดับขั้นการทำงานในแต่ละส่วน (WBS) กิจกรรมย่อย สามารถทำการจัดเรียงข้อมูลใหม่ทั้ง การจัดกลุ่ม( Grouping) จัดเรียงจากน้อยไปมาก ( Sorting ) หรือ การกรองชั้นข้อมูล ( Filter ) เพื่อให้ได้รายงานที่ตรงกับการที่จะนำไปใช้งาน เช่น ให้แสดงสถานที่ แล้วเป็น หน่วยงานรับผิดชอบ ซึ่งสามารถออกแบบรายงานได้เอง เป็น ภาษาไทย โดยผู้ใช้สามารถเลือกมาใช้งานได้ทันที ทำให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจและสั่งการได้ทันที โดยไม่ต้องรอการสรุปข้อมูลจากฝ่ายต่างๆเป็นแรมเดือนแรมปีอีกต่อไป

หน้าจอคอมพิวเตอร์สามารถแสดงผลสรุปข้อมูลทั้งเงิน ทุกโครงการทั้งหมดได้ทันที หรือ สามารถเลือกดูสรุปที่ละกระทรวง กรม กอง หรือ โครงการได้ตามต้องการ ซึ่งเรียกวิธีการจัดวางโครงสร้างแบบนี้ว่า Enterprise Project Structure ( EPS ) และระบบสามารถแจ้งเตือนผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทันทีว่ามีกิจกรรมใดที่เกิดการ ล่าช้าหรือใช้เงินเกินกว่าที่กำหนดผ่าน Emailให้ทราบได้ทันที

การสร้างดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพสรุปการทำงานได้

การวัดประสิทธิภาพการทำงานโดยการสร้างตัวหลักในการเปรียบเทียบเป็น Benchmark จะได้เป็นเกณฑ์เป้าหมายในการปรับปรุงการทำงานในหน่วยงาน โดยการมองมิติการทำงานเป็น 4 มิติแบบ Balance Score Card ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการบริหารคุณภาพขององค์กร แต่หากไม่มีข้อมูลโครงการที่ถูกต้อง แม่นยำ ครบถ้วนแล้ว การได้ผลดัชนีชี้วัดจากการมั่วย่อมไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่หลักการของ KPI/Balance Score Card เป็นการสรุปผลการดำเนินงานที่เสร็จไปแล้วเท่านั้น หากต้องการสรุปผลระหว่างการทำงานโครงการ Earn Value เป็นวิธีการในการที่จะให้เราได้รับคำตอบ เพื่อปรับปรุงการทำงานโครงการได้ทันที

แต่หากผู้บริหารต้องการจะจะจัดทำระบบดัชนีชี้วัดแบบ Balance Score Card ก็สามารถทำได้ โดยทำการเชื่อมโยงกับโปรแกรมบริหารโครงการ และจะสามารถแสดงผลได้อัตโนมัติตามเงื่อนไขที่สร้างขึ้น ส่วนมิติที่ต้องการมองหรือพิจารณาขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานว่าต้องการมองกี่แบบ

Strategic Map ในระบบ Balance Score Card ที่สามารถต่อเชื่อมกับโปรแกรมบริหารโครงการได้

ที่สามารถแสดงดัชนี้ชี้วัดประสิทธิภาพ (KPI)ได้จากข้อมูลโครงการมาเป็น KPI ได้อัตโนมัติ

ระบบบริหารโครงการระดับรัฐบาล

รัฐบาลนั้นย่อมเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการบริหารประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นจะต้องเป็นผู้ที่จะต้องสร้างระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้ต่างคนต่างทำ ทำให้ไม่สามารถบริหารข้อมูลต่างๆที่เกิดขึ้นได้เลย โดยระบบนี้สามารถให้ทุกคน ทุกกระทรวง กรม ทำงาน และ ประสานงานกันได้ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต โดยการกำหนดระดับความปลอดภัยของข้อมูลในแต่ละระดับการใช้งาน ซึ่งสามารถเรียกระบบนี้ว่าเป็นระบบ Front End ให้กับภาครัฐ และสามารถที่เชื่อมโยงกับระบบการบริหารของภาครัฐที่เรียกว่า GFMIS ได้

ลักษณะของการทำงานระบบคอมพิวเตอร์การบริหารโครงการระดับรัฐบาล

การบริหารโครงการระดับเมกะโปรเจ็กต์และงบประมาณประเทศเป็นการที่จะบริหาร งบประมาณมากกว่า 1.7 ล้านล้านบาท ต้องมีผู้รับผิดชอบในกิจกรรมที่ทำเป็นหลายร้อยหลายพันคน กระจายไปทุกกระทรวง กรม และ มีสถานที่ทำงานทั่วประเทศไทย การสรุปข้อมูลเพื่อให้ภาครัฐเข้าใจถึงสภาพการทำงาน ปัญหาที่เกิด เพื่อจะได้ตัดสินใจในการทำงานได้ทันทีที่บนข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัย หากไม่มีการบริหารโครงการที่ถูกต้องและดีพอ หากโครงการไม่สามารถทำงานได้ตามเป้าหมาย เช่น ใช้เงินเกินงบประมาณ 20-30 % นั้นหมายถึงเงินกว่า 3-4 แสนล้าน หรือ ล่าช้าเป็นปีๆ หรือ ได้งานที่มีคุณภาพที่ต่ำ ทำงานไม่โปร่งใสให้เกิดข้อครหาตามสื่อต่างๆ ย่อมไม่เกิดผลดีทั้งภาครัฐ และประชาชน

การใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สำหรับการบริหารโครงการระดับรัฐบาล จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้บริหารระดับสูงที่ต้องพิจารณานำมาเป็นเครื่องในการ บริหารโครงการที่ภาครัฐต้องลงทุน เพื่อให้เป็นไปตามแผนการกระตุ้นระบบเศษรฐกิจที่ชะลอตัวชั่วคราวและสร้างระบบ โครงสร้างพื้นฐานให้แก่ประเทศให้มีศักยภาพในการแข่งขันในระยะยาว และเพื่อให้เม็ดเงินจากภาษีอากรของราษฎรเกิดผลตอบแทนในการลงทุนสูงสุด เพราะถ้าหากโครงการทำไปแล้วนั้นไม่สามารถสร้างดอกออกผลให้กับประชาชนได้เต็ม เม็ดเต็มหน่วยแล้วละก็ มันก็จะย้อนกลับมาเป็นภาระที่ประชาชนทั้งประเทศต้องช่วยกับมาแบกรับภาระไว้ บนบ่าอีกต่อไป

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: