Posts Tagged ‘สถาปัตยกรรมไทย’

พระเมรุ

พฤษภาคม 6, 2009

พระเมรุมาศ พระเมรุ และเมรุ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
สถาปัตยกรรมไทย / พระเมรุมาศ สมัยรัตนโกสินทร์
พระเมรุมาศ … พระเมรุมาศใช้ในพระราชพิธีพระบรมศพสำหรับ “การตาย” ที่ใช้ราชาศัพท์ว่า “สวรรคต” เช่น พระมหากษัตริย์, พระอัครมเหสี พระบรมราชินี พระราชชนนี พระบวรราชเจ้า (อุปราชวังหน้า) พระบรมโอรสาธิราช เป็นต้น ภายในจะมีพระเมรุทอง ทั่วไปนิยมเป็นกุฎาคารหรือเรือนยอด พระเมรุทองใช้ในงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นครั้งสุดท้ายตามโบราณราชประเพณี
พระเมรุ …. พระเมรุใช้สำหรับราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์เมื่อตายใช้ราชาศัพท์ว่า ทิวงคต หรือ สิ้นพระชนม์ ในพระเมรุไม่มีพระเมรุทอง
พระเมรุพิมาน …. เป็นสมมุตินาม คือ อาคารถาวรที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งตั้งพระบรมศพ หรือพระศพ ครั้นเวลาถวายพระเพลิงอัญเชิญพระบรมศพ หรือพระศพจากพระเมรุพิมานไปถวายพระเพลิงที่พระเมร ุ(ขนาดน้อย) อีกแห่งใกล้ๆ กันหรือไม่ไกลกันมาก
พระเมรุบรรพต ….. พระเมรุซึ่งสร้างบนภูเขาสมมุติ
เมรุทิศ …. คือเมรุประจำ 4 ทิศ หรือ 8 ทิศ หรืออาจลดลงสุดแต่เหตุการณ์
เมรุประตู…. คือเมรุที่ทำเป็นประตูเข้าออก
เมรุแทรก…. คือเมรุซึ่งแทรกกลางระหว่างเมรุทิศทั้ง 4 หรือ จะแทรกตรงไหนก็ได้สุดแต่ความเหมาะสม
เมรุพระบุพโพ…. คือเมรุขนาดน้อย สำหรับถวายพระเพลิงพระบุพโพ (น้ำเหลือง) ส่วนใหญ่จะทำที่วัดมหาธาตุ
ฯลฯ
ภาพพระเมรุมาศ พระเมรุ และเมรุ ต่อไปนี้ เป็นสถาปัตยกรรมแบบกุฎาคารหรือเรือนยอด ซึ่งเป็นศิลปวัฒนธรรมอนุรักษ์สืบทอดจากโบราณราชประเพณี และพัฒนามาเป็นลำดับตามควรแก่โอกาส และตามภาวะสังคมณ ปัจจุบัน ศิลปวัฒนธรรมแบบนี้ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่ได้มีโอกาสสืบทอด อนุรักษ์ แสดง ศิลปสถาปัตยกรรมแบบพระเมรุเป็นเอกในโลก
พระเมรุมาศ พระเมรุ และเมรุนี้ ปัจจุบันยังเป็นโอกาสให้สถาปนิกได้มีโอกาสแสดงความคิดเนรมิตสร้างสรรค์ สืบทอด อนุรักษ์ ขนบประเพณี นับว่า สถาปนิกบรรพบุรุษท่านได้มอบสมบัติทางปัญญา (Intellectual prorerty) ไว้ให้ นับเป็นมรดกอันล้ำค่า สมควรสืบทอดต่อไปเท่าที่ภาวะของสังคมจะอำนวยให้
ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือ “ พระเมรุมาศ พระเมรุ และเมรุ สมัยกรุงรัตนโกสินทร
โดย ศาสตราจารย์ น.อ.สมภพ ภิรมย์ ร.น. ราชบัณฑิต
1. พระเมรุ พระนางเจ้ารำเพยภมราภิรมย์ (สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ในรัชกาลที่4)
เป็นภาพถ่ายเมรุครั้งแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. 2405
2. พระเมรุมาศ (เมรุใหญ่) ซึ่งมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นพระเมรุมาศตามแบบโบราณราชประเพณีศรีอยุธยา และรัตนโกสินทร์องค์สุดท้าย ซึ่งกระบวนแห่มีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งบุษบกไตรสังเค็ด แห่เป็นคู่ ๆ รวม 40 คู่ด้วย
3. พระเมรุบรรพตสมโภชพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ เมื่องานแล้ว สมโภชพระศพสมเด็จเจ้าฟ้าจันทรมณฑล แต่พระราชเพลิงในพระเมรุน้อยที่เชิงภูเขา
4. งานออกพระเมรุ พระศพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พ.ศ. 2423
5. พระเมรุพิมาน (พระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส ซ้าย) พระเมรุมณฑป (ขวา) และพระเมรุประตู สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร (องค์แรก)
6. พระเมรุพระองค์เจ้านภางค์นิพัทธพงษ์ ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์
7. พระเมรุ 5 ยอด สมเด็จเจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย (กรมพระเทพนารีรัตน์) และสมเด็จเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์
ณ ท้องสนามหลวง (วัตถุก่อสร้างที่เหลือจากงานพระเมรุเป็นต้นกำเนิดให้เกิด “โรงพยาบาลศิริราช”)
8. พระเมรุ เจ้าฟ้านภาพรจำรัสศรี และพระองค์เจ้าสมัยวุฒิวโรดม ณ ท้องสนามหลวง
9. พระเมรุ พระองค์เจ้าอิสริยาภรณ์ และพระองค์เจ้าอรองค์ฯ
พระเมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ ที่วัดเทพศิรินทร์ เป็นงานแรก
10. พระเมรุพระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช ที่สวนมิสกวัน พ.ศ.2452
11. พระเมรุ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช ที่สวนมิสกวัน ต่อมาเป็นเมรุเจ้าคุณจอมมารดาเปี่ยม (สมเด็จพระปิยมาวดีฯ) เป็นงานที่สอง
12. พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นแบบพระเมรุมาศแบบใหม่ ครั้งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อทรงดำรงพระชนม์อยู่โดยสวัสดิภาพ พระราชทานพระกระแสพระราชดำรัสสั่งถึงการพระบรมศพของพระองค์ไว้ดังนี้.-
“แต่ก่อนมา ถ้าพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตลง ก็ต้องปลูกเมรุใหญ่ซึ่งคนไม่เคยเห็นแล้วจะนึกเดาไม่ถูกว่าโตใหญ่เพียงไร เปลืองทั้งแรงคนและเปลืองทั้งพระราชทรัพย์ ถ้าจะทำในเวลานี้ดูไม่สมกับการที่เปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง ไม่เป็นเกียรติยศยืดยาวไปได้เท่าใด ไม่เป็นประโยชน์แก่คนทั้งปวง กลับเป็นความเดือดร้อน ถ้าเป็นการศพท่านผู้มีพระคุณ หรือผู้มีบรรดาศักดิ์ใหญ่ อันควรจะได้เกียรติยศ ฉันก็ไม่อาจจะลดทอน ด้วยเกรงว่าคนจะไม่เข้าใจว่า เพราะผู้นั้นประพฤติไม่ดีอย่างหนึ่งอย่างใด จึงไม่ทำการศพให้สมเกียรติยศซึ่งควรจะได้ แต่เมื่อตัวฉันเองแล้วเห็นว่าไม่มีข้อขัดข้องอันใด เป็นถ้อยคำที่จะพูดได้ถนัด จึงขอให้ยกเลิกงานพระเมรุใหญ่นั้นเสีย ปลูกแต่ที่เผาอันพอสมควร ณ ท้องสนามหลวง แล้วแต่จะเห็นสมควรกันต่อไป”
(เทศาภิบาล เล่ม 10 หน้า 59 และจากเรื่องงานถวายพระเพลิงศพ พระบรมศพ โดย นายยิ้ม ปัณฑยางกูร ในหนังสือจันทรเกษม ฉบับที่ 11 เมษายน 2499)
อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

วิวัฒนาการบ้านทรงไทย

พฤษภาคม 6, 2009

วิวัฒนาการบ้านทรงไทยในสมัยรัตนโกสินทร์
สถาปัตยกรรมไทย / บ้านทรงไทยกับสถาปัตยกรรม
บ้านทรงไทยใน ๒๐๐ ปี
รัตนโกสินทร์ที่สถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ รับสืบทอดวัฒนธรรมการสร้างเรือนมาจาก อาณาจักรศรีอยุธยาไม่ผิดเพี้ยน บ้านทรงไทยภาคกลางในยุคนั้น มักเป็นเรือน ๓ ห้อง ยกใต้ถุนสูงพอเดินลอดได้ มีบันไดทอดลงสู่ท่าน้ำเพื่อสะดวกในการใช้น้ำทั้งดื่ม อาบและใช้สอยภายในบ้าน
มาถึงสมัยรัชกาลที่ ๒ และ รัชกาลที่ ๓ เรือนไทยก็ยังไม่ต่างจากสมัยรัชกาลที่ ๑ เท่าไร ตัวอย่างแรกคือตำหนักแดง ของสมเด็จพระสุริเยนทรามาตย์ พระมเหสีในสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
อิทธิพลตะวันตกในรัชกาลที่ ๔ ส่งผลต่อที่อยู่อาศัยอย่างมาก บ้านทรงไทยแบบใหม่เปลี่ยนรูปจากเดิมไปเป็นแบบฝรั่ง เริ่มมีบ้านก่ออิฐถือปูนชั้นล่างแต่ชั้นบนเป็นไม้ มีระเบียงโปร่งรอบชั้นบนและหลังคาปั้นหยา
ในรัชกาลที่ ๕ เรือนหลังคาปั้นหยาเริ่มมีกันหนาตาแทนบ้านทรงไทยโบราณ อย่างสมัยต้นรัตนโกสินทร์ บ้านไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ชั้นเดียวหรือสองชั้น นิยมสร้างประยุกต์แบบตะวันตกเข้ากับไทย คือสร้างด้วยไม้ ยกพื้นกันน้ำท่วม
แต่ใต้ถุนเตี้ยกว่าบ้านไทยเดิม
รัชกาลที่ ๖ เป็นยุคบ้านเมืองสงบราบรื่น เศรษฐกิจดี ชาวเมืองนิยมความประณีตงดงาม ประกวดประขันความหรูหราของเรือนแบบตะวันตก ได้รับอิทธิพลจากบ้านวิกตอเรียนของอังกฤษ โดยเฉพาะการตกแต่งด้วยลายฉลุที่เรียกว่าขนมปังขิง(gingerbread) และเล่นรูปทรงตัวห้องมุขหกหรือแปดเหลี่ยม
พอมาถึงรัชกาลที่ ๗ ที่เผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำและความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง บ้านทรงไทยเริ่มลดความหรูหราเป็นเรียบง่าย ตัดลายฉลุฟุ่มเฟือยออกไป หลังคานิยมจั่วตัด
ในรัชกาลที่ ๘ รูปทรงบ้านทรงไทยเก๋ไก๋ทันสมัยแบบตะวันตกสมัยศตวรรษที่ ๒๐ เป็นบ้านสองชั้น แม้ว่าใช้ไม้ซึ่งเป็นวัสดุหาง่ายของไทย แต่หลังคาก็เล่นแบบซ้อนกันหลายชั้น มีหน้าต่างบานเกล็ดและกระจกสีเหนือหน้าต่างแบบฝรั่ง
อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

สถาปัตยกรรมไทย

พฤษภาคม 6, 2009

กำเนิดหมู่บ้านไทย
สถาปัตยกรรมไทย / บ้านทรงไทยกับสถาปัตยกรรม
กำเนิดหมู่บ้านไทย
ที่อยู่อาศัย นับเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ลักษณะที่อยู่อาศัยของแต่ละท้องถิ่นย่อมแตกต่างตามสภาพภูมิศาสตร์สิ่งแวดล้อม ภูมิอากาศ ตลอดจนวัฒนธรรมความเชื่อต่างๆ ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะประเทศไทย
ความแตกต่างของสภาพภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อมตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตของคนไทยที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ภาคกลางพื้นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำลำคลองไหลผ่าน ภาคเหนือพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง ฯลฯ ลักษณะที่แตกต่างกันนี้ทำให้เกิดหมู่บ้านไทยในหลายลักษณะด้วยกัน ทั้งหมู่บ้านริมน้ำ หมู่บ้านริมทาง หมู่บ้านดอน หมู่บ้านเชิงเขา ฯลฯ
ลักษณะหมู่บ้านไทย
โดยทั่วไปหมู่บ้านไทยที่เกิดขึ้นสามารถแบ่งออกเป็น ลักษณะใหญ่ๆ ดังนี้คือ
1. ลักษณะหมู่บ้านริมแม่น้ำลำคลอง
โดยทั่วไปสภาพของหมู่จะเกิดการรวมตัวกันขึ้นโดยธรรมชาติตามลักษณะสภาพภูมิศาสตร์ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบอาชีพ สำหรับประเทศไทย คนไทยส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม เช่น ทำนา ทำไร่ ทำสวน ฯลฯ ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องอาศัยน้ำเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะนอกจากใช้เพื่อการเพาะปลูกแล้ว น้ำยังมีความจำเป็นสำหรับกิน อาบและเป็นเส้นทางคมนาคมจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งด้วย
การคมนาคมสมัยก่อนมีทั้งทางบกและทางน้ำ แต่โดยทั่วไปเส้นทางสัญจรที่สะดวกและนิยมมากที่สุดคือทางน้ำ ด้วยความสะดวกนี้จึงทำให้หมู่บ้านเกิดขึ้นตามริมแม่น้ำลำคลอง หรือที่เรียกว่า “หมู่บ้านริมน้ำ”
หมู่บ้านริมน้ำนี้มักมีชื่อขึ้นต้นคำว่า “บาง” ซึ่งในที่นี้หมายถึง หมู่บ้านหรือร้านค้าซึ่งปลูกเรียงรายไปตามแม่น้ำ ลำคลอง หรือบริเวณใกล้ทะเล เช่น บางกอกน้อย บางปลาม้า บางปะกอก ฯลฯ
เมื่อหมู่บ้านกำเนิดขึ้นแล้วสิ่งจำเป็นอื่นๆ ก็มักเกิดตามมาภายหลังได้แก่ ตลาด วัด สำหรับตลาดนั้นเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งกันและกัน เช่น ครอบครัวหนึ่งมีข้าวก็นำมาแลกกับเสื้อผ้า เป็นต้น ต่อมาภายหลังจึงเปลี่ยนมาใช้เงินตราเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนแทน
ด้วยเหตุดังกล่าวเป็นผลทำให้เกิดร้านแม่น้ำลำคลองขึ้น หมู่บ้านที่เกิดขึ้นนี้มักมีลักษณะยาวติดต่อกันไปตามความยาวของลำคลองหรือแม่น้ำ ส่วนพื้นที่ด้านหลังมักเป็นสวน และถัดจากสวนจะเป็นทุ่งนาหรือไร่
หมู่บ้านลักษณะนี้มักมีการขยายตัวไปตามความยาวของลำน้ำ ซึ่งทำให้ยากต่อการพัฒนาและการปกครอง ดังนั้น ภายในหมู่บ้านจึงมี “วัด” เป็นศูนย์กลางและมีอิทธิพลในการประสานยึดเหนี่ยวให้หมู่บ้านดำรงอยู่อย่างเป็นกลุ่มเป็นก้อน
หมู่บ้านริมน้ำดังกล่าวนี้ถ้ามีปริมาณมาก และขยายตัวโดยมีขอบเขตและคันคูแล้ว
จะกลายเป็นเมืองซึ่งมีลักษณะเรียกว่า “เมืองอกแตก” ที่หมายถึง เมืองที่มีแม่น้ำหรือลำคลองขนาดใหญ่ผ่านกลาง เช่น เมืองพิษณุโลก เป็นต้น
;แต่ถ้าเป็นหมู่บ้านที่เกิดขึ้นริมทาง ซึ่งในสมัยก่อนใช้เกวียนเป็นยานพาหนะทางบก และมีสัตว์พวกช้าง ม้า วัว ควายเป็นตัวลากจูง การเดินทางจึงมีขีดจำกัดตามกำลังความสามารถของสัตว์เหล่านั้น หากระยะทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งไกลเกินกำลังของสัตว์ ไม่สามารถไปถึงจุดหมายภายในหนึ่งวัน ก็จำเป็นต้องพักแรม พอรุ่งเช้าจึงเดินทางต่อ
บริเวณที่เกวียนมาหยุดพักแรมนี้ มักมีชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นมาปลูกเพิงขายอาหารและสิ่งของเครื่องใช้แก่ผู้ที่สัญจรไปมารวมทั้งหาสิ่งของมาแลกเปลี่ยนด้วย ต่อมาเมื่อกิจการค้าเจริญขึ้นจึงมีชาวบ้านมาปลูกเพิงขายของเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เพิงคว้าขายเหล่านี้จึงขยายออกไปตามแนวยาวและเพิ่มจากหนึ่งแถวเป็นสองแถว
และเมื่อเวลาผ่านไป ผู้อยู่อาศัยมีความคุ้นเคยกับสถานที่บริเวณนั้นมากขึ้น จึงได้ปลูกเป็นเรือนถาวรขึ้นแทนเพิงค้าขาย โดยจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นที่พักอาศัยและอีกส่วนหนึ่งเป็นที่ค้าขาย เมื่อจำนวนหลังคาเรือนมากขึ้นจึงกลายเป็นหมู่บ้านไปในที่สุด โดยด้านหลังของหมู่บ้านมักเป็นเรือกสวนไร่นา คล้ายๆ กับหมู่บ้านริมแม่น้ำลำคลอง
2. ลักษณะหมู่บ้านดอน
กรณีที่ไร่นาอยู่ห่างจากแม่น้ำลำคลอง ก็อาจมีหมู่บ้านเกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่บริเวณที่เป็นที่ตั้งหมู่บ้านมักตั้งอยู่บนพื้นที่ซึ่งสูงกว่าไร่นา ชาวบ้านจะสร้างบ้านเรือนอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน และแยกย้ายกันออกไปทำนา
ในหมู่บ้านมักมีสระน้ำหรือบึงขนาดใหญ่เพื่อไว้กินไว้ใช้ ส่วนน้ำเพื่อการเกษตรกรรมนั้นจะได้มาจากน้ำฝนและน้ำบ่าในเดือน 11 และ 12 หมู่บ้านลักษณะนี้เรียกว่า “บ้านหรือดอน” เช่น บ้านโป่งลาน บ้านทับกระดาน บ้านโพธิ์ ดอนกลาง ดอนเจดีย์ เป็นต้น
3. ลักษณะหมู่บ้านกระจัดกระจาย
หมู่บ้านลักษณะนี้เกิดจากการวมตัวของบ้านเรือนหลายๆ หลัง ซึ่งแต่ละหลังจะอยู่อย่างกระจัดกระจายและโดดเดี่ยว กล่าวคืออยู่เป็นหลังๆ ห่างกันมาก โดยทั่วไปแล้วเรือนแต่ละหลังมักตั้งอยู่ในที่นาหรือที่สวนของตนเอง หมู่บ้านลักษณะนี้จะลำบากต่อการพัฒนา ดังจะเห็นได้จากหมู่บ้านในบางส่วนของภาคกลาง ซึ่งสภาพความเป็นอยู่ สังคม ประเพณี และความสัมพันธ์ฉันเครือญาติของหมู่บ้านจะไม้เข้มข้นเท่าหมู่บ้านลักษณะอื่นๆ
ข้อมูลนำมาจาก

http://www.bansongthai.com

อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

สถาปัตยกรรมไทย

พฤษภาคม 6, 2009

เรือนไทยทำไมเย็น
สถาปัตยกรรมไทย / บ้านทรงไทยกับสถาปัตยกรรม
เรือนไทยของเรามีบรรยากาศเย็นสบาย เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของไทยเราโดยแท้ ทำไมเรือนไทยถึงเย็น มีสาเหตุใหญ่ๆ เช่น การวางผังและออกแบบตัวเรือน ที่ทำให้เรือนไทยของเรามีเอกลักษณ์ ได้แก่การออกแบบหลังคาให้สูงโปร่ง มีระเบียงและชานเล่นระดับสูงต่ำและวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง เช่น ประตู หน้าต่าง ลูกกรง ช่องลม เป็นองค์ประกอบของเรือนไทยที่เน้นในเรื่องความโปร่งโล่ง ให้แสงและลมเข้าได้ ฝาผนังเป็นไม้ ซึ่งเป็นวัสดุที่เป็นฉนวนอันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เรือนไทยเย็น..
สาเหตุที่ทำให้เรือนไทยเราเย็นนั้นมีสาเหตุอยู่ที่สองประเด็นหลักก็คือ
1. การวางผังและออกแบบตัวเรือน ที่ทำให้เรือนไทยของเรามีเอกลักษณ์
2. วัสดุที่ใช้ก่อสร้าง
1. การวางผังและออกแบบตัวเรือน ที่ทำให้เรือนไทยของเรามีเอกลักษณ์
องค์ประกอบที่ทำให้เรือนไทยของเราเย็น คือผังของตัวเรือนไทยซึ่งเป็นต้นแบบของการวางผังบ้านแบบกลุ่ม (CLUSTER) แบบแรกที่เอื้อประโยชน์ใช้สอยมหาศาล ตามลักษณะการดำรงชีวิตของเรากับความเหมาะสมต่อสภาพภูมิอากาศ ผังเรือนไทยโดยทั่วไปแบ่งออกได้สามส่วนคือ
1) นอกชาน
2) ชาน หรือระเบียงชาน
3) ตัวเรือน
นอกชาน คือพื้นที่ที่เป็นทางหรือลานไม้เชื่อมต่อระหว่างเรือนหลายหลังเข้าด้วย บรรยากาศบริเวณนอกชานซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมระหว่างเรือนหลายหลังเข้าด้วยกัน มักปลูกต้นไม้ไว้ตรงกลางนอกชานเพื่อให้ความร่มรื่น สวนนอกชานส่วนใหญ่จะนิยมปลูกไม้กระถางซึ่งสามารถยกย้ายเปลี่ยนที่ได้
ชาน คือระเบียงที่อยู่ต่อเนื่องกับตัวเรือน ระเบียงนี้จะมีหลังคาคลุมและใช้เป็นที่ใช้สอยอเนกประสงค์
ตัวเรือนจะกำหนดเป็นห้องเพียง 1-2 ห้อง ใช้สำหรับเก็บของมีค่า เก็บเสื้อผ้า เป็นบริเวณแต่งตัว เป็นที่นอนของลูกๆที่โตแล้ว หรือกั้นเป็นห้องพระ เรือนนี้กำหนดเป็นเรือนใหญ่ เรือนเล็กมักเป็นเรือนตรงข้ามเรือนใหญ่ กั้นด้วยชาน (นอกชาน) สำหรับเป็นเรือนนอนของลูกชายคนโตในกรณีที่มีครอบครัวหรือเพื่อความเป็นสัดส่วน เรือนที่สามก็คือเรือนครัว มักวางผังตั้งฉากกับเรือนใหญ่ มีชานเป็นตัวเชื่อมเช่นกันจะใช้เป็นห้องอาหารด้วย ในเวลากลางวันจะอยู่อาศัยที่ระเบียงซึ่งมีหลังคาคลุมกันแดด แต่ไม่มีผนัง ทำให้สว่างและรับลมที่ผ่านชานเข้ามา และเมื่อแดดร่มก็จะใช้ชานสำหรับทำงานบ้านและอยู่อาศัยปกติ บริเวณทั้งสองนี้จึงไม่ร้อน เนื่องจากเป็นการใช้ตามสภาพแดดลม ในขณะที่เมื่อพลบค่ำก็จะอยู่อาศัยที่ระเบียงและเข้าเรือนนอน แนวการวางตัวเรือนจะวางตามความยาวในทิศทางตามตะวันเพื่อรับลมที่มาจากทิศใต้
ความสูงต่ำของเรือน การเล่นระดับ การออกแบบทรงหลังคากับเพิง ทำให้เรือนไทยกันแดดฝนได้ดีมาก พร้อมกับให้ลมพัดผ่านได้จากการเล่นระดับของพื้นชาน พื้นระเบียง และตัวเรือน ตัวเรือนหลัก (ใหญ่ เล็ก) จะหันจั่วไปทางทิศตะวันออกและตะวันตก ทำให้ด้านยาวของเรือนรับลมเหนือและใต้ได้โดยเฉพาะ จากการที่เรือนไทยถูกจัดเป็นเรือนย่อยห้อมล้อมกันมีชานเป็นตัวเชื่อมนั้น ทำให้ตัวเรือนแต่ละหลังบังแดดให้กันและกัน เป็นการลดแสงแดดที่ร้อนแรง ในขณะที่ชานคือที่โล่งให้ลมพัดผ่านเข้าเรือนนอนได้โดยสะดวก
ใต้ถุนเกิดจากภูมิปัญญาแต่โบราณเพื่อหนีน้ำท่วมในหน้าน้ำ และในหน้าแล้งก็เป็นพื้นที่ใช้สอย ทั้งอยู่อาศัยในเวลากลางวัน เด็กวิ่งเล่น เลี้ยงสัตว์ เก็บของ เป็นต้น เป็นบริเวณที่ให้ความเย็นในเวลากลางวัน สังเกตได้จากกิจกรรมส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นบริเวณใต้ถุนเรือน
- ประตู หน้าต่าง ลูกกรง ช่องลม เน้นความโปร่งโล่งให้แสงและลมเข้าได้ เรือนไทยมักเป็นเรือนยกพื้นสูง ทั้งนี้เพื่อหนีน้ำท่วม และในช่วงหน้าแล้งก็ใช้เป็นพื้นที่ใช้สอย
- หลังคา ถือเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญมากที่มีส่วนทำให้บ้านเย็น หลังคาที่มีทรงสูง ทรงจั่ว จะมีฝ้าเพดานหรือไม่ก็ตาม จะเป็นบริเวณที่มีอากาศ (ในตัวหลังคา) โดยปริยาย ซึ่งอากาศเป็นฉนวนกันความร้อนในระดับหนึ่ง พื้นที่ใต้หลังคาจึงเย็นกว่าหลังคาแบนที่ถือว่าไม่มีโพรงหรือบริเวณอากาศใต้หลังคานั้น…เรือนไทยจึงเย็น การกำหนดหลังคาที่คลุมพื้นที่ (ห้อง) แต่ละส่วนของเรือนให้ตั้งฉากหรือวางเคียงกันไปนั้นเป็นการกันแดดให้กันและกัน และด้วยมุมเอียงที่มีความลาดชันของผิวพื้นหลังคามาก ทำให้เกิดมุมของปลายหลังคาที่จะกันแดดได้ต่ำมาก แดดหรือความร้อนจึงกระทบผนังเรือนได้น้อยลง.เรือนไทยจึงเย็น เรือนไทย (รวมเรือนในทุกภาค) จึงมีหลังคาจั่วทรงสูง มีมุมเอียงมาก และยื่นปลายหลังคา (เชิงชาย) ลงมามาก แม้กระทั่งหน้าสกัดหรือด้านสั้นของเรือนก็จะทำหลังคาอีกชั้นยื่นคลุมออกมาเพื่อกันแดดให้กับพื้นที่ตอนหน้าของเรือน และวัสดุมุงหลังคาจำพวกกระเบื้องดินเผาคายความร้อนได้เร็ว ทำให้บ้านเรือนไทยไม่สะสมความร้อน ตัวบ้านจึงเย็นเร็ว
2. วัสดุที่ใช้ก่อสร้าง
วัสดุก่อสร้างเรือนไทย ที่ทำให้เรือนไทยเย็นก็คือ “ไม้” ซึ่งเป็นวัสดุท้องถิ่นที่หาง่ายและมีมากที่สุด เพราะไม้เป็นฉนวน คือเป็นตัวนำความร้อนที่เลวและไม้ก็ไม่อมความร้อนเท่าคอนกรีต เมื่อพลบค่ำความร้อนจึงไม่ได้ถูกส่งผ่านเข้าภายในห้อง และไม่มีความร้อนมากมายที่จะกระจายออกจนทำให้ห้องร้อน…เรือนไทยจึงเย็น
——————————————————————————–
ข้อมูลจากเวบไซต์นิตรสารบ้านและสวน
เรื่อง : วรวิทย์
ภาพ : แพรแก้ว
ข้อมูลนำมาจาก

http://www.bansongthai.com

อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

สถาปัตยกรรมไทย

พฤษภาคม 6, 2009

ฐานานุศักดิ์ของสถาปัตยกรรมไทย
สถาปัตยกรรมไทย / บ้านทรงไทยกับสถาปัตยกรรม
เรือนเครื่องสับ มีลักษณะพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือ จะมี “ฐานานุศักดิ์” ในตัวของมันเองอยู่ทุกหลัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฐานะความเป็นผู้พักอาศัย เช่น ในระยะแรกยังมีฐานะไม่ดีนักก็อาจใช้ “ฝากระดานตีเรียบ” ฝีมือช่างไม่สูงนัก แต่เมื่อฐานะดีขึ้นอาจเปลี่ยนเป็น “ฝาปะกน” ซึ่งมีลูกตั้งและลูกเซ็นประกอบกันขึ้นมาเพื่อความงดงามและคงทนถาวรมากขึ้น หรืออาจทำเป็น “ฝาลูกฟักกระดานดุน” ที่ทำให้ฝามีความหนามากขึ้น
ข้อสังเกตอีกแห่งหนึ่งที่ทำให้ทราบว่าบ้านใดเป็นบ้านพักของเจ้านายหรือผู้มีฐานะสูง คือ บริเวณ “หย่องหน้าต่าง” ของกรอบเช็ดหน้าจะมีลักษณะแตกต่างออกไปตามฐานะของเรือน ถ้าเป็นเรือนธรรมดาอาจเป็นแผ่นกระดานเรียบ ๆ ถ้าฐานะสูงขึ้นมาก็เป็นลูกฟักกระดานดุน ลูกกรงมะหวด จนสูงที่สุดก็จะแกะสลักเป็นลวดลายต่าง ๆ เช่น ลายก้านแย่ง ลายพฤกษชาติ แต่ไม่ได้แกะสลักทั้งหลังเหมือนอาคารทางพระพุทธศาสนา
ดังนั้น เราจะทราบฐานะของผู้ที่พักอาศัยในเรือนนั้น ๆ ได้จากลักษณะรูปแบบอาคาร ถ้าเป็นเจ้านายระดับสูงอาคารก็จะเริ่มใหญ่ขึ้น คือ จะมีขนาดตั้งแต่ ๖ แปลานขึ้นไป การประดับตกแต่งนอกจากที่หย่องหน้าต่างแล้ว ก็ยังมีในส่วนอื่น ๆ ด้วย เช่น การทำลูกกรงประดับต่าง ๆ ซึ่งในเรื่องฐานานุศักดิ์ของเรือนเครื่องสับนี้จะเห็นตัวอย่างได้จากเรือนหมู่ในพระที่นั่งวิมานเมฆ เรือนทับขวัญที่จังหวัดนครปฐม วังบ้านหม้อ วังปลายเนิน วังสวนผักกาด เป็นต้น
เรือนเครื่องก่อ แต่เดิมการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยจะใช้ไม้เป็นหลัก แต่เพื่อความคงทนถาวรในการใช้งานจึงมีการพัฒนาวัสดุก่อสร้างใช้เป็นการก่ออิฐถือปูนขึ้นมา
ในสมัยโบราณมักจะสร้างอาคารก่ออิฐถือปูนกับอาคารทางศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาเริ่มมีการนำไปใช้ในการก่อสร้างพระราชวังหลวง วังของเจ้านาย และเรือนของข้าราชบริพารระดับสูง การก่อสร้างอาคารก่ออิฐถือปูนจะทำรากแผ่แล้วก่อผนังขึ้นไป ส่วนโครงสร้างหลังคายังทำเป็นเครื่องสับอยู่เหมือนเดิม วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างใช้ “ปูนสอ” เชื่อมยึดกับแผ่นอิฐ ปูนสอหรือปูนขาว (lime stone) ได้จากการเผาหินปูนหรือเปลือกหอย แล้วนำมาผสมกับทรายหยาบและน้ำผึ้ง หากเป็นงานขนาดใหญ่จะใช้น้ำผึ้งที่เคี่ยวจากตาลโตนด แต่ถ้าเป็นงานละเอียดจะใช้น้ำผึ้งจากรวงผึ้งนอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มความเหนียวได้โดยการเติม “กาวหนัง” หรือยางไม้บางชนิดลงไปได้ด้วย
รูปแบบของเรือนเครื่องก่อ อาคารเครื่องก่อมักจะเป็นงานสถาปัตยกรรมที่มีความคงทนกว่าเรือนเครื่องสับโดยจะมีส่วนที่เป็น “เดี่ยวล่าง” และ “เดี่ยวบน” ของอาคารเป็นเครื่องก่อและส่วนหลังคาเป็นเครื่องสับก่อนที่จะเป็นเครื่องก่อทั้งหลังก็ยังมีการสร้างส่วนเดี่ยวล่างเป็นเครื่องก่อ ส่วนเดี่ยวบนเป็นเครื่องสับ เมื่อต้องการสร้างอาคารที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจึงต้องก่อส่วนเดี่ยวบนด้วยอิฐ แล้วฉาบปูนแทนเครื่องสับ บริเวณทางเข้าออกและช่องระบายอากาศที่ผนังจะทำคานทับหลังด้วยไม้ แต่อาคารบางที่มีการก่ออิฐเป็น “ทรงพนม” ก็ไม่ต้องมีคานทับหลังพบในอาคารเครื่องก่อขนาดใหญ่ เช่น พระราชวัง
การวางแผนผังเรือนหมู่เครื่องก่อ มีลักษณะคล้ายกับเรือนหมู่เครื่องสับ คือจะประกอบด้วย
- เรือนเอก ตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของเรือนหมู่ หรือวางตามความยาวในทิศทางตามตะวัน เพื่อการรับลมที่มาจากทิศใต้
- เรือนรี ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของนอกชาน
- เรือนขวางและเรือนครัว ตั้งอยู่ทางตะวันออกหรือตะวันตก โดยมีนอกชานแล่นกลางเป็นตัวเชื่อมเรือนทุกหลัง
- บริเวณนอกชาน มักจะถมดินสูงขึ้นจากระดับเดิม แล้วปลูกต้นไม้ไว้ตรงกลางนอกชานเพื่อความร่มรื่น
- บันไดขึ้นลงอาคาร จะอยู่ในตำแหน่งด้านทิศเหนือหรือใต้
การสร้างเรือนหมู่เครื่องก่อจะทำฐานรากโดยการขุดหลุมตามขนาดของเรือนหมู่ แล้วก่ออิฐเป็นฐานเพื่อรับน้ำหนักของตัวเรือน ยกเว้นส่วนนอกชานซึ่งจะถมดินขึ้นมาให้สูงให้ได้ระดับและบดอัดดิน (แต่เดิมใช้ดินลูกรัง ดินจอมปลวก) แล้วปูกระเบื้องดินเผายึดแนวด้วยปูนทราย
สถาปัตยกรรมไทยทรงเครื่องลำยอง การออกแบบและก่อสร้างสถาปัตยกรรมไทยในทุกภาค ทุกสมัย การจัดระดับความสำคัญของอาคาร ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานภาพของเจ้าของอาคารหรือผู้ที่ไปใช้อาคารนั้น ๆ เช่น เป็นกษัตริย์ ขุนนาง คหบดี หรือประชาชนธรรมดา ดังนั้น อาคารทั้งหลายจึงต้องมีการแสดงออกถึง “ฐานานุศักดิ์” เช่น อาคารที่สร้างถวายเป็นพุทธบูชา อาคารที่สร้างเป็นเทวาลัย หรืออาคารที่สร้างขึ้นถวายพระมหากษัตริย์ จะต้องแสดงความสำคัญของอาคารนั้น ๆ โดยการประดับตกแต่งให้มีความสวยงาม และใช้วัสดุที่คงทนถาวรมากกว่าอาคารของประชาชนธรรมดา เช่น การก่ออิฐถือปูน การนำหินมาก่อสร้าง
อาคารที่มีฐานานุศักดิ์สูงจะตกแต่งด้วยความประณีต โดยมีการใช้องค์ประกอบที่มีลวดลายที่เรียกว่า “เครื่องลำยอง” แปลว่า เครื่องประดับที่ทำให้งดงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ส่วนของหลังคา สถาปัตยกรรมทรงเครื่องลำยองจะไม่นำไปใช้กับประชาชนธรรมดา แต่จะใช้กับอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของเทพเจ้า พระมหากษัตริย์ หรือเป็นอุเทสิกเจดีย์เท่านั้น
เครื่องลำยองที่ใช้กับหลังคาหน้าจั่ว ในสมัยโบราณประเทศไทยมีทรัพยากรไม้ที่มีคุณภาพดี เช่น ไม้สัก ไม้ตะเคียนทอง ไม้แดง ไม้ประดู่ ไม้เต็งรัง ดังนั้น การก่อสร้างส่วนหลังคาจึงนำไม้มาใช้เป็นหลักที่พักอาศัยหรือบ้านเรือนของประชาชนทั่วไป บริเวณหลังคาก็จะมีปั้นลม จากจุดนี้ช่างได้พัฒนารูปแบบจนเกิดเป็นลวดลายที่งดงาม การใช้เครื่องลำยองประดับตกแต่งส่วนหลังคาและหน้าบันจะมีองค์ประกอบดังนี้
ช่อฟ้า คือ ส่วนขององค์ประกอบที่อยู่บนหลังคาในตำแหน่งที่สูงที่สุดของหลังคา
ใบระกา เป็นองค์ประกอบของ “ตัวลำยอง” ที่สันนิษฐานกันว่านำมาจากลักษณะของขนปีกของครุฑ ซึ่งนำมาพัฒนาเป็นรูปแบบต่าง ๆ มากมาย เช่น ใบระกาน่องสิงห์ ใบระกาหอยจับหลัก ใบระกากระหนก ใบระกาใบเทศ
รวยระกา งวงไอยรา นาคสะดุ้ง ในการก่อสร้างโครงสร้างหลังคาทรงจั่วจะมุงด้วยกระเบื้องหางมน หางเหยี่ยวหรือกระเบื้องกาบกล้วย เป็นต้น จะทำให้เกิดช่องว่างของระแนง ซี่งทำให้นกหนูสามารถเข้าไปทำรังภายในได้ จึงได้มีการออกแบบปิดรูระแนง ฉะนั้น การออกแบบองค์ประกอบหน้าบันทรงเครื่องลำยองจึงได้ออกแบบต่อจากเดิมที่เป็นปั้มลมธรรมดาให้เป็นลวดลายคันลำยอง ใบระกา รวยระกา ขึ้นเพื่อป้องกันสัตว์เข้าไปทำรัง และทำให้จั่วหลังคาเกิดความงดงามอีกด้วย
หางหงส์ การออกแบบรวยระกานาคสะดุ้ง จะทำการติดตั้งบนหัว แปลาน แปหาร แปหัวเสา และอกไก่ แล้วยึดติดต่อโดยการใช้ปูนหลบกระเบื้องอีกชั้นหนึ่ง ส่วนบริเวณปลายของนาคสะดุ้งจะออกแบบเป็นหางหงส์ ซึ่งอาจมีการออกแบบให้แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับแต่ละตระกูลช่างในสมัยต่าง ๆ เช่น อาจออกแบบเป็นรูปเศียรนาค กระหนก นาคเบือน
ลานหน้าบัน ความงดงามของเครื่องลำยองในหลังคาทรงจั่วที่เห็นได้เด่นชัด และมีการออกแบบหลากหลายขึ้นอยู่กับฝีมือและความชำนาญของช่างในสมัยก่อนนั้น ส่วนใหญ่เป็นการแกะสลักไม้แล้วปิดทองคำเปลวประดับกระจกสี การออกแบบลวดลายที่บริเวณหน้าบันขึ้นอยู่กับขนาดของหน้าบันซึ่งอาจออกแบบเป็นลายก้านขด ลายกระหนก หรือลายเปลว แล้วแต่ความเหมาะสมบางแห่งอาจออกเป็นรูปเทพชุมนุมอยู่ที่บริเวณรูปจั่ว และมีพระนารายณ์ทรงครุฑเข้าประดิษฐานกลางหน้าบัน เช่น รูปพระพรหม พระศิวะ
สถาปัตยกรรมไทยเครื่องยอด ในประเภทสถาปัตยกรรมไทยที่นำมาออกแบบกันตั้งแต่สมัยโบราณจะมีความผูกพันกับศาสนาเป็นหลัก ซึ่งจะเห็นได้จากหลักฐานทางโบราณคดีตั้งแต่สมัยทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เชียงแสน สุโขทัย อยุธยา จึงถึงปัจจุบันสถาปัตยกรรมไทยที่ยังคงทนถาวร ได้รับการออกแบบเป็นศาสนสถาน เช่น ปราสาทหินในสมัยลพบุรีที่พบได้ อาทิ ปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินศรีขรภูมิ มีอายุการใช้งานทนทานกว่าศตวรรษ ซึ่งเป็นการสร้างอาคารเพื่อเป็นพุทธบูชาและเทวบูชา ดังนั้นการออกแบบจึงเน้นรูปทรงไปทางตั้ง เพื่อให้ได้ลักษณะที่สูงเด่นกว่าอาคารอื่น ๆ ทำให้เกิดลักษณะของสถาปัตยกรรมเครื่องยอดชนิดต่าง ๆ ขึ้นมา
เครื่องยอดต่าง ๆ จะนำไปใช้เฉพาะเป็นองค์ประกอบของอาคารที่ออกแบบโดยเน้นส่วนหลังคา เรียกว่า “หลังคาเครื่องยอด” เป็นหลัก ตัวอย่างเช่น บุษบก มณฑป แต่ก็ยังสามารถนำเครื่องยอดผนวกเข้ากับอาคาร เป็นส่วนของหลังคาเพื่อเน้นความสำคัญ เช่น การใช้เครื่องยอดประกอบกับตัวอาคารในงานสถาปัตยกรรมไทย หน้าบันทรงเครื่องลำยองที่ออกแบบเป็นจัตุรมุข ชั้นลดต่าง ๆ ตั้งแต่ ๓ ชั้นขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อแสดงความเป็นปราสาทที่ประทับของเทพเจ้าหรือกษัตริย์ ดังนั้นเครื่องยอดจึงได้รับการออกแบบให้อยู่ในรูปแบบที่มีข้อกำหนดทางฉันทลักษณ์หลายชนิด เช่น
๑. เครื่องยอดปล้องไฉน
๒. เครื่องยอดบัวกลุ่ม
๓. เครื่องยอดทรงมงกุฎ (ทรงชฎา ทรงพระเกี้ยว)
๔. เครื่องยอดบันแถลง (ทรงจอมแห)
๕. เครื่องยอดทรงปรางค์
๖. เครื่องยอดเจดีย์เหลี่ยมย่อไม้สิบสอง
๗. เครื่องยอดเบ็ดเตล็ด.
(ผู้เขียน : รองศาสตราจารย์ ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ราชบัณฑิต ประเภทสถาปัตยศิลป์ สาขาวิชาสถาปัตยกรรม สำนักศิลปกรรม)
(ที่มา : จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๑๕๙, สิงหาคม ๒๕๔๗)
ข้อมูลนำมาจาก

http://www.bansongthai.com

อ้างอิง http://www.thaicontractors.com


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.