Posts Tagged ‘บ้านทรงไทย’

วิวัฒนาการบ้านทรงไทย

พฤษภาคม 6, 2009

วิวัฒนาการบ้านทรงไทยในสมัยรัตนโกสินทร์
สถาปัตยกรรมไทย / บ้านทรงไทยกับสถาปัตยกรรม
บ้านทรงไทยใน ๒๐๐ ปี
รัตนโกสินทร์ที่สถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ รับสืบทอดวัฒนธรรมการสร้างเรือนมาจาก อาณาจักรศรีอยุธยาไม่ผิดเพี้ยน บ้านทรงไทยภาคกลางในยุคนั้น มักเป็นเรือน ๓ ห้อง ยกใต้ถุนสูงพอเดินลอดได้ มีบันไดทอดลงสู่ท่าน้ำเพื่อสะดวกในการใช้น้ำทั้งดื่ม อาบและใช้สอยภายในบ้าน
มาถึงสมัยรัชกาลที่ ๒ และ รัชกาลที่ ๓ เรือนไทยก็ยังไม่ต่างจากสมัยรัชกาลที่ ๑ เท่าไร ตัวอย่างแรกคือตำหนักแดง ของสมเด็จพระสุริเยนทรามาตย์ พระมเหสีในสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
อิทธิพลตะวันตกในรัชกาลที่ ๔ ส่งผลต่อที่อยู่อาศัยอย่างมาก บ้านทรงไทยแบบใหม่เปลี่ยนรูปจากเดิมไปเป็นแบบฝรั่ง เริ่มมีบ้านก่ออิฐถือปูนชั้นล่างแต่ชั้นบนเป็นไม้ มีระเบียงโปร่งรอบชั้นบนและหลังคาปั้นหยา
ในรัชกาลที่ ๕ เรือนหลังคาปั้นหยาเริ่มมีกันหนาตาแทนบ้านทรงไทยโบราณ อย่างสมัยต้นรัตนโกสินทร์ บ้านไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ชั้นเดียวหรือสองชั้น นิยมสร้างประยุกต์แบบตะวันตกเข้ากับไทย คือสร้างด้วยไม้ ยกพื้นกันน้ำท่วม
แต่ใต้ถุนเตี้ยกว่าบ้านไทยเดิม
รัชกาลที่ ๖ เป็นยุคบ้านเมืองสงบราบรื่น เศรษฐกิจดี ชาวเมืองนิยมความประณีตงดงาม ประกวดประขันความหรูหราของเรือนแบบตะวันตก ได้รับอิทธิพลจากบ้านวิกตอเรียนของอังกฤษ โดยเฉพาะการตกแต่งด้วยลายฉลุที่เรียกว่าขนมปังขิง(gingerbread) และเล่นรูปทรงตัวห้องมุขหกหรือแปดเหลี่ยม
พอมาถึงรัชกาลที่ ๗ ที่เผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำและความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง บ้านทรงไทยเริ่มลดความหรูหราเป็นเรียบง่าย ตัดลายฉลุฟุ่มเฟือยออกไป หลังคานิยมจั่วตัด
ในรัชกาลที่ ๘ รูปทรงบ้านทรงไทยเก๋ไก๋ทันสมัยแบบตะวันตกสมัยศตวรรษที่ ๒๐ เป็นบ้านสองชั้น แม้ว่าใช้ไม้ซึ่งเป็นวัสดุหาง่ายของไทย แต่หลังคาก็เล่นแบบซ้อนกันหลายชั้น มีหน้าต่างบานเกล็ดและกระจกสีเหนือหน้าต่างแบบฝรั่ง
อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

สถาปัตยกรรมไทย

พฤษภาคม 6, 2009

10 จุดบ้านทรงไทยเสียทรง
สถาปัตยกรรมไทย / บ้านทรงไทยกับสถาปัตยกรรม
“บ้านทรงไทย” เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของความเป็นไทย เปรียบได้กับงานประติมากรรมชิ้นหนึ่งที่ซ่อนหลักการและเหตุผลอันแสดงให้เห็นถึงศิลปะ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา รวมถึงวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งปัจจุบันมีการนำสัญญลักษณ์แห่งความเป็นไทยนี้ไปใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งในการตกแต่งโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร ตลอดจนบ้านพักอาศัย แต่ก็ยังพบว่ามีบ้านทรงไทยอีกเป็นจำนวนมากที่ดูไม่สวยงามลงตัว โดยไม่สามารถระบุถึงสาเหตุที่ชัดเจนได้ เราจะพาคุณไปชำแหละบ้านทรงไทยกันดูว่า เพราะสาเหตุใดกันแน่ที่ทำให้บ้านทรงไทยบางหลังไม่สวยงามอย่างที่ควรจะเป็น และจะมีวิธีจัดการแก้ไขได้อย่างไร
1. ผิดตำแหน่ง
เรือนไทยกับการจัดวางผังแบบเรือนหมู่เป็นของคู่กัน หากวางตัวเรือนเพียงหลังเดียวไว้โดดๆ หรือถึงแม้จะมีหลายหลัง แต่นำมาจัดวางเรียงต่อกันเป็นแถว ก็จะทำให้ความสวยงามดูลดลงไปมาก เนื่องจากขาด “ชานบ้าน” ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่เป็นส่วนเชื่อมต่อพื้นที่ระหว่างเรือนแต่ละหลังแล้ว การจัดวางตำแหน่งของผังเรือนที่ดียังช่วยสร้างมิติและระยะ จากการเว้นระยะห่าง การลดหลั่นของระดับสูงต่ำ และการซ้อนบังกันของตัวเรือน ซึ่งทำให้ภาพรวมและมุมมองของเรือนไทยดูสวยงามขึ้น
2. ไม่เข้าที่เข้าทาง
เสน่ห์อย่างหนึ่งของบ้านทรงไทยคือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ภายในกับสภาพแวดล้อมภายนอก ดังนั้นการจัดพื้นที่รอบข้างให้มีความต่อเนื่องสอดคล้องกับตัวบ้านจึงมีความสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการเลือกพรรณไม้ให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นของบ้านเรา รวมทั้งการจัดสวนแบบไทย เช่น ปลูกไม้ดัด ไม้กระถางบนชานบ้าน หรือปลูกไม้หอมไว้รอบบริเวณบ้าน เพื่อช่วยเสริมบรรยากาศอีกทางหนึ่ง
3. ผสมผิดสูตร
ลักษณะของบ้านทรงไทยแต่ละรูปแบบ แต่ละยุคสมัย แต่ละภาค ต่างก็มีรายละเอียดเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป แต่ยังมีคนจำนวนมากคิดว่าบ้านทรงไทยแบบไหนๆก็เป็นบ้านไทยเหมือนกัน จึงนำสไตล์ของบ้านทรงไทยแบบต่างๆมาผสมรวมกันในบ้านหลังเดียว เช่น ทำบ้านทรงสูงมีช่องลมแบบบ้านภาคใต้ แต่บนยอดจั่วติดกาแลแบบบ้านภาคเหนือ แล้วทำผนังฝาปะกนแบบบ้านภาคกลาง โดยเข้าใจว่าเป็นการทำบ้านในแบบประยุกต์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การนำรูปแบบต่างๆมาผสมกันแบบผิดๆกลับยิ่งเป็นการทำลายเอกลักษณ์และคุณค่าของบ้านให้หมดลงเสียไปมากกว่า
4. มากเกินไป
ในทุกความงามต้องมีความพอเหมาะพอดี บ้านทรงไทยก็เช่นเดียวกัน รายละเอียดและองค์ประกอบต่างๆในบ้านทรงไทยล้วนมีแบบแผนที่มา การตกแต่งที่มากจนเกินไปโดยหวังจะเพิ่มความสวยงาม เช่น นำลายฉลุแบบโคโลเนียลมาประดับที่ชายคาและราวระเบียง หรือบางแห่งถึงขนาดนำช่อฟ้า ใบระกาจากวัดมาติดบนหลังคาบ้าน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่องค์ประกอบจริงๆของบ้านทรงไทย จึงทำให้บ้านดูรกรุงรังจนเกินงาม แถมยังอาจทำให้ผิดกาลเทศะอีกด้วย
5. ซ่อนไม่เนียน
การจะนำบ้านทรงไทยมาใช้อยู่อาศัยจริงๆในปัจจุบัน อาจต้องติดตั้งเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆเพิ่มเติม เช่น ระบบไฟฟ้า ประปา และเครื่องปรับอากาศ ซึ่งจำเป็นต้องหาวิธีปกปิดอำพรางความไม่เข้ากันให้ดูกลมกลืน โดยอาจใช้วิธีสร้างผนังหรือตีระแนงไม้ขึ้นมาปิดทับอีกชั้น ออกแบบตู้สำหรับเก็บซ่อน หรือใช้การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่เพื่อมาบัง เพราะหากเห็นสิ่งแปลกปลอมเพียงนิดเดียว ก็อาจทำให้บรรยากาศความงดงามของบ้านทรงไทยที่อุตส่าห์พยายามสร้างมา ดูสูญเปล่า
6. ต่อเติมจนเพี้ยน
“บ้านไทยประยุกต์” กับ”บ้านไทยต่อเติม” นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การต่อเติมบ้านทรงไทยแบบเอาสะดวกไว้ก่อนอาจทำให้ของดีที่มีอยู่เสียไปได้ เช่น อยากได้ที่พักผ่อนแบบไทยๆ ก็นำศาลาไทยไปไว้บนยอดตึก หรืออยากต่อเติมห้องก็ก่อผนังคอนกรีตหรือทำกันสาดยื่นออกมาจากตรงไหนก็ได้ตามใจชอบ เพราะจริงๆแล้วการต่อเติมให้เข้ากันนั้นยากกว่าการสร้างใหม่ให้สวยงามเสียอีก หากจำเป็นต้องทำก็ควรเพิ่มเทคนิคและความพิถีพิถันให้มากกว่าปกติ
7. หุ่นไม่ดี
ทุกองค์ประกอบในบ้านทรงไทยล้วนมีการกำหนดไว้อย่างมีแบบแผนตามหลักวิชาช่างที่สืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ แม้ว่าจะไม่มีการระบุเป็นตัวเลขตายตัว แต่ก็มีการแบ่งสัดส่วนที่ชัดเจน เพื่อใช้อ้างอิงกับขนาดและระยะขององค์ประกอบทุกส่วนในบ้าน เมื่อนำส่วนต่างๆมาประกอบกันก็จะได้ “บ้านทรงไทย”ที่มีความสมส่วนสวยงาม สามารถรับรู้ได้จากสายตา คล้ายกับรูปร่างของคนที่เมื่อมีสัดส่วนผิดเพี้ยนก็จะเห็นได้ชัดเจน
8. ขาดความเข้าใจ
การสร้างบ้านไทยในสมัยก่อน ช่างผู้ก่อสร้างบ้านแต่ละหลังคือศิลปินผู้ออกแบบบ้านหลังนั้นๆ แต่ปัจจุบันช่างผู้ปรุงบ้านไทยมาในรูปแบบของผู้รับเหมา รูปแบบและกระบวนการต่างๆที่ผ่านการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลและแฝงด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านอาจตกหล่นไป ด้วยฝีมือและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงมักจะทำให้รูปทรงและรูปแบบขององค์ประกอบต่างๆเกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ง่าย
9. เฟอร์นิเจอร์ไม่เข้ากัน
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าเราไม่มีเฟอร์นิเจอร์ทรงไทย เพราะวิถีชีวิตของคนไทยแต่เดิมคือนั่ง-นอนกับพื้น การเลือกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งจึงควรเลือกของที่มีอารมณ์เข้ากับตัวบ้าน เช่น เฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ผสมผสานงานช่างแบบช่างไทย หรืองานหัตถกรรมแบบพื้นบ้าน รวมถึงงานที่มีกลิ่นอายความเป็นตะวันออกอย่าง เฟอร์นิเจอร์สไตล์โคโลเนียล หรืองานไม้แบบจีน ก็พอจะปรับให้กลมกลืนไปด้วยกันได้
10. ที่ดินไม่เหมาะสม
บ้านทรงไทย ซึ่งได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่าเปรียบเหมือนงานประติมากรรมชิ้นหนึ่ง ซึ่งควรจะจัดวางอยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นได้โดยรอบ ฉะนั้นที่ดินที่ใช้ในการปลูกสร้างจึงควรมีความกว้างขวางพอสมควร เพื่อเว้นให้มีพื้นที่ว่างโดยรอบเพียงพอ เมื่อมองเข้าสู่ตัวบ้านแล้วเห็นตัวเรือนชัดเจน เพราะหากไม่มีพื้นที่ให้สามารถมองบ้านในมุมมองที่ดีได้ จะสร้างบ้านออกมาสวยเพียงใดก็คงจะไร้ประโยชน์
แหล่งข้อมูล

http://www.banlaesuan.com

นิตยสารบ้านและสวน ฉบับที่ 367 ประจำเดือน มีนาคม 2550
เรื่อง : ดำรง ลี้ไวโรจน์
ภาพ : มาโนช กิตติชีวัน
ข้อมูลนำมาจาก

http://www.bansongthai.com

อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

บ้านทรงไทย

มีนาคม 19, 2009

“ไม้” วัสดุหลักของบ้านทรงไทย ที่ต้องรู้
ไม้ (Wood)
ไม้เป็นผลิตภัณฑ์อันยิ่งใหญ่จากธรรมชาติ เป็นวัตถุดิบที่มีค่ายิ่ง จัดว่าเป็นวัสดุที่มีความสำคัญในการก่อสร้าง เพราะมีน้ำหนักน้อยตัดกลึงหรือเปลี่ยนรูปได้ง่าย มีความสวยงาม ตลอดจนสามารถปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้น ได้ข้อเสียของไม้ก็คือมีความแข็งแรงต่ำและมีคุณภาพในแต่ละทิศทางไม่เท่ากัน (anisotropic) เช่น ความแข็งในทางปลาย (ขนานกับแนวเสี้ยน) จะต่างกับความแข็งที่รัศมี (radial) หรือด้านสัมผัส (tangential) เป็นต้นนอกจากนั้นในไม้ชนิดเดียวกันก็อาจจะมีความแตกต่างกันมากในด้านคุณสมบัติเชิงกลซึ่งขึ้นกับคุณภาพของไม้แต่ละท่อน ลักษณะการเลื่อย อายุของไม้ เป็นต้น
1. การจำแนกประเภทของไม้
ไม้อาจจำแนกแบ่งเป็นไม้เนื้ออ่อน (saftwood) ซึ่งปกติจะเป็นไม้ใบแคบและไม้เนื้อแข็ง (hardwood) ซึ่งเป็นไม้จากต้นไม้ใบกว้างอย่างไรก็ตามในปัจจุบัน เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงแยกประเภทของไม้ตามหนังสือของกรมป่าไม้ที่ กส.0702/6679 ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2517 ดังนี้คือให้แบ่งไม้ออกเป็น 3 ประเภท โดยถือเอาค่าความแข็งแรงในการดัดของไม้แข็งและความทนทานตามธรรมชาติของไม้นั้นๆ เป็นเกณฑ์ตามตาราง ดังนี้
ความแข็งแรงของไม้และความต้านทานของไม้
ประเภทไม้ ความแข็งแรง (kg.cm 2 ) ความทนทาน ( ปี )
ไม้เนื้อแข็ง > 1000 > 10
ไม้เนื้อแข็งปานกลาง 600 – 1000 2 – 10
ไม้เนื้ออ่อน < 600 < 2
2. คุณสมบัติและประโยชน์ของไม้แต่ละชนิด
ในที่นี้จะกล่าวถึงคุณสมบัติและประโยชน์ของไม้เนื้อแข็งไม้เนื้อแข็งปานกลางและไม้เนื้ออ่อนที่ควรทราบตามลำดับ ดังนี้
2.1) ไม้เนื้อแข็ง
มีหลายชนิด เช่น ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้แดง ซึ่งมีคุณสมบัติและประโยชน์ที่ควรทราบดังต่อไปนี้
2.1.1) ไม้เต็ง เป็นต้ไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ขึ้นเป็นหมู่ตามป่าแดดทั่วไปยกเว้นภาคใต้ลักษณะเนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลอ่อนเมื่อแรกตัดทิ้งไว้นานจะเป็นสีน้ำตาลแก่แกมแดง เสี้ยนสับสน เนื้อหยาบแต่สม่ำเสมอแข็งเหนียวแข็งแรงและทนทานมากแห้งแล้วเลื่อยไสกบตกแต่งได้ยาก น้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 1,040 กิโลกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร ใช้ทำหมอนรางรถไฟเครื่องมือกสิกรรมโครงสร้างอาคาร เช่น ตง คาน วงกบ ประตูหน้าต่าง โครงหลังคา เสา
2.1.2) ไม้รัง เป็นต้นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ขึ้นเป็นหมู่ตามในป่าแดดทั่วไป ลักษณะเนื้อไม้มีสีน้ำตาลอมเหลือง เสี้ยนสับสน เนื้อหยาบแต่สม่ำเสมอ แข็ง หนัก แข็งแรง และทนทานมาก เลื่อยไสกบตกแต่งค่อนข้างยากเมื่อแห้งจะมีลักษณะคุณสมบัติคล้ายไม้เต็งจึงในบางครั้งเรียกว่าไม้เต็งรังน้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 800 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ใช้ทำเสาและโครงสร้างอาคารต่างๆ ทำหมอนรางรถไฟ ทำเครื่องมือกสิกรรม
2.1.3) ไม้แดง เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ ขึ้นทั่วไปในป่าเบญจพรรณแล้งและชื้น ลักษณะของเนื้อไม้มีสีแดงเรื่อๆ หรือ สีน้ำตาลอมแดง เสี้ยนเป็นลูกคลื่นหรือสับสน เนื้อละเอียดพอประมาณ แข็ง เหนียวแข็งแรงและทนทาน เลื่อยใสกบแต่งได้เรียบร้อยขัดชักเงาได้ดีน้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 960 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตรไม้นี้นิยมในการก่อสร้างในส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้าง เช่น พื้น วงกบประตูหน้าต่าง ทำเกวียน ทำเรือหนอนรางรถไฟ เครื่องเรือน เครื่องมือกสิกรรม ด้านเครื่องมือ คันชั่ง ไม้แดงนี้ปลวกหรือเพรียงจะไม่ค่อยรบกวน และเป็นไม้ที่ต้านทานไฟในตัวด้วย

ไม้แดง เป็นไม้ที่มีความแข็งมาก ทำให้เวลาเกิดความชื้นหรือร้อน และขยายตัว จะดันจนกำแพงแตกได้ (กรณีเป็นพื้น) หรือ หากไปตีชิด ทำฝ้าเพดาน (ชายคา) ด้านนอกบ้าน ก็จะดันจน เครื่องหลังคา มีปัญหาง่าย ต่างกับไม้สักหรือมะค่า ที่อ่อน/แข็ง แต่ยืดหดตัวน้อยกว่าครับ ยิ่งถ้าเป็น ตะเคียนทองแท้ (ต้องมีรอยมอดป่า) การยืดหดค่อนข้างน้อยมาก ครับ เอาไปทำวงกบละก็ ดีมากเลย
2.1.4) ไม้ตะเคียนทอง เป็นต้นไม้ใหญ่และสูงมากขึ้นเป็นหมู่ตามป่าดิบชื้นทั่วไปลักษณะเนื้อไม้มีสีเหลืองหม่นสีน้ำตาลอมเหลืองมักมีเส้นสีขาวหรือเทาขาวผ่านเสมอ สีที่ผ่านนี้เป็นท่อน้ำมันหรือยาง เสี้ยนมักสับสนเนื้อละเอียดปานกลางแข็ง เหนียว ทนทาน ทนปลวกได้ดี เมื่อนำไปเลื่อย ใสกบตกแต่งและชักเงาได้ดีมาก น้ำหนักโดยเฉลี่ย 750 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ใช้ในการก่อสร้างอาคาร ไม้หมอนรางรถไฟ ไม้ชนิดนี้นิยมใช้ทำเรือมาก และยังใช้การได้ดีทุกอย่างที่ต้องการความแข็งแรง เหนียวและทนทาน
2.1.5) ไม้ตะแบก เป็นต้นไม้สูงใหญ่ตอนโคนมีลักษณะเป็นพู ขึ้นในป่าเบญจพรรณชื้นและแล้งทั่วไปลักษณะเนื้อไม้สีเทาจนถึงสีน้ำตาลอมเทาเสี้ยนตรงหรือเกือบตรง เนื้อละเอียดปานกลาง เป็นมัน แข็งเหนียว แข็งแรงทนทานดีถ้าใช้ในร่มไม้ตากแดดตกฝนใช้ทำเสาบ้าน ทำเรือ แพ เกวียน เครื่องกสิกรรม ไม้ตะแบบชนิดลายใช้ทำเครื่องเรือนได้สวยงามมาก ใช้ทำด้ามมีด ไม้ถือ กรอบรูป ด้ามปืน เป็นต้น
2.1.6) ไม้สัก เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ ขึ้นเป็นหมู่ในป่าเบญจพรรณทางภาคเหนือและบางส่วนของภาคกลางและตะวันตกลักษณะเนื้อไม้สีเหลืองทองนานเข้าจะกลายเป็นสีน้ำตาลหรือน้ำตาลแก่มีกลิ่นเหมือนหนังฟอกเก่าๆ และมีน้ำมันในตัวมักมีเส้นสีแก่แทรกเสี้ยนตรงเนื้อหยาบและไม่สม่ำเสมอ แข็งพอประมาณแข็งแรงทนทานที่สุดปลวกมอดไม่ทำอันตราย นำไปเลื่อย ไสกบตกแต่งง่าย แกะสลักได้ดี ชักเงาได้ง่ายและดีมากเป็นไม้ที่ผึ่งให้แห้งได้ง่ายและอยู่ตัวดี น้ำหนักโดยประมาณ 640 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ไม้สักเป็นที่นิยมมากในการทำเครื่องเรือนทำบานประตูหน้าต่าง ทำเรือ แกะสลักต่างๆ ปริมาณที่ทำออกจำหน่ายยังมีมากพอสมควร ไม้สักเป็นไม้ที่เป็นสินค้าขาออกและเป็นที่นิยมของชาวต่างประเทศมาก ไม้สักที่ใหญ่ที่สุดในโลกปัจจุบันนี้ขึ้นอยู่ที่บ้านปางเกลือ ตำบลน้ำไคร้ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ มีความสูง 51 เมตร วัดรอบต้นได้ 10.58 เมตร ใช้คนกางแขนโอบรอบต้นได้ไม่น้อยกว่า 8 คน กรมป่าไม้ได้ประมาณอายุต้นสักนี้ไว้ไม่น้อยกว่า 1,500 ปี
2.1.7) ไม้ชัก เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นตามป่าดิบและป่าเบญจพรรณขึ้นทั่วประเทศเว้นแต่ทางภาคเหนือลักษณะเนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อนถึงแก่เสี้ยนตรงพอประมาณเนื้อหยาบและสับสนแข็งพอประมาณเหนียวทนทานนำไปเลื่อย ไสกบตบแต่งได้ยาก บางครั้งเรียกว่า เต็งดง น้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 961 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ใช้ทำหมอนรองรถไฟ ใช้ก่อสร้าง เช่น ทำโครงสร้าง ตง คาน โครงหลังคา พื้น
2.1.8) ไม้เคี่ยม เป็นต้นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงตรง ขึ้นชุกชุมในป่าดิบชื้นทางภาคใต้บางแห่งใหญ่ วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ถึง 3 เมตร ลักษณะเนื้อไม้สีน้ำตาลหรือสีน้ำตาล่อนอ ทิ้งไว้นานเป็นสีน้ำตาลแก่หรือเกือบดำ เสี้ยนค่อนข้างสั้นเนื้อละเอียดแข็ง เหนียว หนัก แข็งแรงมาก ใช้ในน้ำได้ทนทานดี นำไปเลื่อยไสกบตบแต่งได้ค่อนข้างง่ายน้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 800 – 990 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตรใช้ทำหมอนรางรถไฟโครงสร้างที่ต้องการความแข็งแรงมากสะพาน แพ พื้น ใช้ในที่แจ้งทนแดดทนฝนดีมาก
2.1.9) ไม้มะค่าแต้ เป็นต้นไม้ขนาดกลางถึงขนาดสูงใหญ่ขึ้นประปรายในป่าแดงและป่าเบญจพรรณแล้วทั่วไปลักษณะเนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลแก่ เลื่อยทิ้งไว้นานสีจะเข้มขึ้น มีเส้นเสี้ยน ผ่านซึ่งมีสีแก่กว่าสี้พื้นเสี้ยนสับสนเนื้อค่อนข้างหยาบแต่สม่ำเสมอเป็นมันเลื่อม แข็งและทนทานมากทนมอดปลวกได้ดี เลื่อยใสกบตกแต่งได้ยาก ถ้าตอกตะปูลงในแก่นไม้จะตอกไม้ยากและตะปูมักคดงอเพราะความแข็งแรงของไม้ น้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 1,090 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ใช้ในการก่อสร้างต่าง ๆ ทำไม้หมอนรางรถไฟทำเครื่องเกวียน เครื่องไถนา เครื่องเรียน เป็นต้น
2.1.10) ไม้ประดู่ เป็นไม้ต้นสูงใหญ่ ขึ้นในเบญจพรรณชื้นและ แล้งทั่วไปเว้นแต่ทางภาคใต้ มีชุกชุมทางภาคเหนือและภาคอีสานลักษณะเนื้อไม้สีแดงอมเหลืองถึงสีแดงอย่างสีอิฐแก่สีเส้นเสี้ยนแก่กว่าสีพื้นบางทีมีลวดลาย สวยงามมาก เสี้ยนสับสนเป็นริ้ว เนื้อละเอียดปานกลาง แข็งและทนทาน ไสกบตบแต่งได้ดีและชักเงาได้ดีน้ำหนักโดยเฉลี่ย 800 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ใช้ในการก่อสร้าง ทำเกวียนเรื่องเรือนที่สวยงามทำจากปุ่มประดู่ทำด้ามเครื่องมือและสิ่งอื่นๆ ที่ต้องการความแข็งแรงทนทาน ในประเทศจีนและญี่ปุ่นนิยมใช้ทำเครื่องเรือนกันมาก

ไม้ประดู่ ส่วนใหญ่คือ ประดู่แดง หรือ ประดู่เหลือง ความแข็งใกล้เคียงกับไม้แดง แต่ยืดหดน้อยกว่า (ถามจากช่างไม้ และช่างทำวงกบมาหลายราย) แต่คนไม่ค่อยชอบ เพราะ สีบางครั้งออกเป็นจ้ำๆ (ไม่สวยเหมือนมะค่า) แต่ก็ไม่เรียบร้อย เหมือน ไม้แดง ตอนแรกๆ ก็เลยไม่เป็นที่นิยมกัน … จนมาปิดป่าไม้แดง เมื่อหลายปี มานี่แหละครับ ไม้ประดู่ จึงเริ่มเป็นที่รู้จักกัน อย่าง จริงจัง ครับ
2.2. ไม้เนื้อแข็งปานกลาง
มีหลายชนิดเช่นไม้ยางไม้กระบากหรือไม้กะบากไม้กระท้อน และอื่นๆ ซึ่งมีคุณสมบัติและประโยชน์ที่ควรทราบดังต่อไปนี้
2.2.1) ไม้ยาง เป็นต้นไม้สูงใหญ่ สูงชลูด ไม่มีกิ่งที่ลำต้น มักขึ้นเป็นหมู่ในป่าดิบชื้น และที่ต่ำชุ่มชื้นตามบริเวณใกล้เคียงแม่น้ำลำธารในป่าดิบและป่าอื่นๆ ทั่วไป ต้นบางชนิดสามารถเผาเอาน้ำมันยางได้ (แต่เป็นคนละชนิดกับต้นยางพารา) ลักษณะเนื้อไม้สีแดงเรื่อหรือสีน้ำตาลหม่นเสี้ยนมักตรง เนื้อหยาบ แข็งปานกลางใช้ในร่มทนทานดีเลื่อยไสกบตกแต่งได้ดีน้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 650 – 720 กิโลเมตรต่อลูกบาศก์เมตร ใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป ทำหีบ ที่นิยมใช้กันมากคือใช้เป็นไม้ฝา ไม่คร่าว ฝ้าเพดาน คร่าวฝา
2.2.2) ไม้กระบากหรือไม้กะบาก เป็นต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นปะปรายในป่าดิบชื้นและป่าเบญจพรรณชื้นทั่วประเทศ ทางพฤกษศาสตร์จะมีอยู่หลายชนิด แต่ในส่วนเนื้อไม้และการใช้มีลักษณะคล้ายคลึงมากใช้ร่วมกันได้ดีลักษณะเนื้อไม้โดยรวมมีสีตั้งแต่นวลเหลืองถึงน้ำตาลอ่อนแกมแดงเรื่อๆ เสี้ยนมักตรงเนื้อหยาบแต่สม่ำเสมอ แข็ง เหนียว เด้งพอประมาณ เลื่อยไสกบตกแต่งได้ไม่ยาก แต่มีข้อเสียคือเนื้อเป็นทรายทำให้กัดคมเครื่องมือ ผึ่งแห้งง่ายและไม่ค่อยเสื่อมเสีย น้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 600 กิโลเมตรต่อลูกบาศก์เมตร ใช้ทำแบบหล่อคอนกรีตได้ดีเพราะถูกน้ำแล้วไม่บิดงอหรือโค้ง ทำเครื่องเรือนราคาถูก ทำกล่องใส่ของเก้าอี้
2.2.3) ไม้ซุมแพรก เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นประปรายตามป่าดิบชื้นทางภาคตะวันออก เช่นทางอำเภอศรีราชา จังหวัด ชลบุรี และในภาคกลางบางแห่ง ลักษณะเนื้อไม้เมื่อเลื่อยหรือตัดใหม่ๆ จะเป็นสีแดงเข้มเมื่อทิ้งไว้ถูกอากาศจะเป็นสีน้ำตาลอมแดงเป็นมันเลื่อมเสี้ยนมักตรงและสม่ำเสมอ เป็นริ้วห่างๆ เหนียวแข็ง ใช้ในร่มทนทานดี เลื่อยใสกบตกแต่งได้ง่าย ชักเงาได้ดี น้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 640 กิโลเมตรต่อลูกบาศก์เมตร ใช้ก่อสร้าง เช่น ทำฟื้น ฝา
2.2.4) ไม้นนทรี เป็นต้นไม้ขนาดกลาง ขึ้นในป่าดิบชื้นและป่าโป่รงชื้น ลักษณะไม้สีชมพูอ่อน ถึงน้ำตาลแกมชมพู เป็นมันเลื่อม เสี้ยนตรงหรือเป็นลูกคลื่น หรือสับสนบ้างเล็กน้อย เนื้อหยาบปานกลาง เลื่อนผ่าไสกบตกแต่งได้ง่ายๆ น้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 575 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ใช้ทำไม้พื้นเพดานและฝา ทำเครื่องเรือน หีบใส่ของต่างๆ
2.2.5) ไม้มะม่วงป่า เป็นต้นไม้ใหญ่ ขึ้นห่างๆกันในป่าดิบชื้นและป่าเบญจพรรณ หรือตามที่ชุมชื้นทั่วไป ลักษณะเนื้อไม้ไม่มีแก่นมากนัก สีน้ำตาลไหม้ เสี้ยนค้อนข้างตรง เนื้อเป็นมันเล็กน้อย แข็งเหนียว ใช้ในร่มทนทานดีเลื่อมใสกบง่ายน้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 600 กิโลเมตรต่อลูกบาศก์เมตร ใช้ทำเครื่องเรือน หีบใส่ของ ไม้บรรทัด ปอกออกมาเป็นแผ่นบางๆ ใช้ทำไม้อัด
2.2.6) ไม้กระท้อน เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ ขึ้นตามป่าดิบชื้นทั่วประเทศ ลักษณะเนื้อไม้สีแดงเรื่อๆ ปนเท่า เสี้ยนไม้ตรง เนื้อค่อนข้างหยาบ แข็งแรงปานกลาง ใช้ในร่มทนทานพอสมควร เลื่อนไสกบตบแต่งได้ง่ายขัดและชักเงาได้ ผึ่งให้แห้งได้ง่าย แต่หดตัวมาก ใช้ทำพื้น เพดาน เครื่องเรือน
2.3 ไม้เนื้ออ่อน
มีหลายชนิดเช่นไม้สยาขาว ไม้ก้านเหลือง ไม้มะยมป่า ไม้ต้นมะพร้าว ซึ่งคุณสมบัติและประโยชน์ที่ควรทราบต่อไปนี้
2.3.1) ไม้สยาขาว เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ ขึ้นตามไหล่เขา และบนเขาในป่าดิบทางภาคใต้บางจังหวัด เช่น ยะลา นราธิวาส ลักษณะเนื้อไม้สีชมพูอ่อนแกมขาวถึงน้ำตาลอ่อนแกมแดง มีริ้วสีแก่กว่าสีพื้นเป็นมันเลื่อมเสี้ยนสับสนเนื้อหยาบอ่อน ค่อนข้างเหนียว ทนทานในร่ม เลื่อย ไส ผ่าได้ง่าย น้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 480 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ใช้ทำเครื่องเรือนและส่วนของอาคารที่อยู่ในร่ม เปลือกใช้ทำไม้อัดได้
2.3.2) ไม้ก้านเหลือง เป็นต้นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ขึ้นตามริมน้ำแม่น้ำลำธานหรือในที่ชุ่มชื้นทั่วไปลักษณะเนื้อไม้สีเหลืองเข้มถึงสีเหลืองปนแสดเสี้ยนตรงละเอียดพอประมาณ และอ่อน นำไปเลื่อยไสกบได้ง่ายชักเงาได้ดี น้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 540 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ใช้ทำพื้น ฝา เครื่องเรือน หีบใส่ของ
2.3.3) ไม้มะยมป่า เป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ขึ้นประปรายในป่าดิบชื้นหรือป่าเบญจพรรณชื้นทั่วไปลักษณะเนื้อไม้ไม่มีแก่นสีจากถ้าถูกอากาศนานๆ สีจะนวลขึ้น เสี้ยนตรง เนื้อหยาบ แต่สม่ำเสมอและอ่อนไสกับได้ง่าย น้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 400 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ใช้ทำก้านไม้ขีดไฟ กลักไม้ ขีดไฟ หีบใส่ของ ปัจจุบันใช้ทำเครื่องเรือนต่างๆ
2.3.4) ไม้ต้นมะพร้าว เนื้อมีความหนาแน่นใช้เป็นโครงสร้างได้ ความหนาแน่นตรงริมมีมากกว่าตรงกลางต้นตอนกลางๆ มีความหนาแน่น 400 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ตอนริมมีความหนาแน่นถึง 600 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
3. มาตรฐานไม้
มาตรฐานของไม้ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรมหรือ มอก. ในปัจจุบันมีดังนี้
1) มอก.421 –2525 หมายถึง ไม้แปรรูปและข้อกำหนดทั่วไป
2) มอก.422 –2525 หมายถึง ไม้สักแปรรูป
3) มอก.423 –2525 หมายถึง ไม้กระยาเลยแปรรูป
4) มอก.424 –2525 หมายถึง ไม้แปรรูปสำหรับงานก่อสร้างทั่วไป
5) มอก.497 –2526 หมายถึง ไม้แปรรูปอบ
6) มอก.516 –2527 หมายถึง ไม้อัดน้ำยา CCA
ซึ่งในมาตรฐานดังกล่าวจะมีหัวข้อที่กล่าวมาถึงคือ
1) ขอบข่าย
2) บทนิยาม
3) ชั้นคุณภาพ
4) วัสดุและการทำ
5) คุณลักษณะที่ต้องการ
6) เครื่องหมายและฉลาก
7) การชักตัวอย่างและเกณฑ์ตัดสิน
มาตรฐานของไม้แปรรูปนั้น มีมิติ (ขนาด) เป็นมิลลิเมตร ซึ่งกำหนดตาม มอก.421-2535 เป็นดังนี้
1) ขนาด ไม้แปรรูปตามมาตรฐานนี้ มีขนาดดังต่อไปนี้
ความหนา : 12 , 16 , 19 , 22 , 25 , 32 , 38 , 44 , 50 , 63 , 75 , 88 , 100 , 113 , 125 , 138 , 150 และ 200

ความกว้าง : 25 , 38 , 50 , 63 , 75 , 88 , 100 , 113 , 125 , 150 , 175 , 200 , 225 ,250 , 275 , 300 , 350 และ 400 มิลลิเมตร
(ยกเว้นไม้สักเหลี่ยม ให้ถือตามขนาดไม้สักเหลี่ยมแปรรูป มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไม้สักแปรรูปมาตรฐานเลขที่ มอก.422)
ความยาว : สำหรับไม้สัก เริ่มตั้งแต่ 0.30 เมตร และให้มีความยาวเพิ่มขึ้นช่วงละ 0.15 เมตร ส่วนไม้กระยาเลย เริ่มตั้งแต่ 0.30 เมตร และให้มีความยาวเพิ่มขึ้นช่วงล่ะ 0.30 เมตร
2) การเรียกชื่อขนาด ให้เรียกชื่อขนาดไม้เรียงลำดับดังนี้
ความหนา X ความกว้าง X ความยาว
3) การแปรรูป ต้องแปรรูปให้ส่วนยาวของไม้แปรรูป ขนานกับความยาวของท่อนซุง ด้านทั้ง
4) ด้านต้องเรียบเป็นแนวเส้นตรง มีขนาดสม่ำเสมอกันตลอดความยาวของแผ่น และภาคตัดขวางหัวท้ายต้องเป็นสี่เหลี่ยมมุมฉาก
4. ข้อมูลความแข็งของไม้ชนิดต่างๆ
ชื่อไม้ ชื่อพฤษภศาสตร์ ความแข็งแรงในการดัด
(กก./ซม.2) ความแข็ง
(กก.) ความทนทาน
(ปี) หมายเหตุ
ไม้แดง Xylia kerrii Craib&Hutch. 1,305 1,030 15.9
ประดู่ Pterocarpus spp. 1,334 925 14.7
มะค่าแต้ Sindora spp. 1,221 1,294 มากกว่า 7.0 ผลการทดลองยังไม่สิ้นสุด
มะค่าโมง Afrelia Xylocarpa Craib. 1,229 808 10.7
สัก Tectona grandis Linn.f. 1,045 489 16.0
หลุมพอ Intsia bakeri Prain 1,626 772 14.5
สนประดิพัทธ์ Casuarina junghuhniana Miq. 1,525 865 4.6
สนสองใบ (Pinus merkusii Jungh.) 1,000 402 4.9
สนสามใบ (Pinus Kesiya Jungh.) 1,055 404 3.2
หมายเหตุ
1. ความแข็งแรงในการดัด คือค่าที่ทำให้ไม้เกิดแตกหัก
2. ความแข็ง คือ แรงที่ใช้ในการกดลูกปืนให้จมลงในเนื้อไม้ในระดับที่กำหนด
3. ความทนทาน คือ ความทนทานตามธรรมชาติของไม้ที่ปักลงดิน ทนต่อมอด ปลวก และทนต่อการผุ (ทดลองจนไม้หัก)
4. ถ้านำไม้เหล่ามาทำปาเก้ ซึ่งต้องทนการเหยี่ยบย่ำ น่าจะนำเอาค่าของความแข็งแรง มาพิจารณา
5. ไม้แดงที่เกิดการบิดตัวน่าจะเกี่ยวกับความชื้นในไม้ที่ใช้ทำปาร์เก้ (ความชื้นต้องต่ำกว่า16% จึงจะถือว่าเป็นไม้แห้ง)
6. ความทนทานเฉลิ่ย(ปิ) เป็นผลทิ่ได้จากการทดลอง โดยใช้ไม้ตัวอย่างเเต่ละชนิดที่เป็นแก่นล้วน ไม่มีกระพี้ ไม่มีตำหนิ ลักษณธดี ขนาด 5ซม. สี่เหลี่ยมยาว 50 ซม. ความชื้นไม่เกิน 20%ผังลงไปในประมาณ 25 ซม. กระจายไปทั่วแปลง ทดลอง ในที่กลางแจ้ง ตากแดด ตากฝน ตามภาคต่างๆ ของประเทศไทย แล้วทำการตรวจสภาพของไม้ เพื่อเก็บสถิติ ทุก 6เดือน จนไม้ตัวอย่างผุผังเสียหายจนหักไป ถือว่าสิ้นสุดการทดลอง แล้วตึงเฉลี่ยค่าความทนทาน
ข้อมูลอ้างอิง : http://www.bansongthai.com
1ไม้เนื้อแข็งของประเทศไทย ฝ่ายวิจัยไม้กรมป่าไม้

อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

บ้านทรงไทย

มีนาคม 19, 2009

ต้องทำอย่างไร ? เมื่ออยากสร้างบ้านทรงไทยจะสร้างบ้านทรงไทยสักหลัง…จะต้องทำอะไรบ้าง ? ปัจจุบัน หากท่านต้องการมีบ้านทรงไทยไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปและไม่ไกลเกินฝัน เรามีคำแนะนำให้ท่านว่าการจะสร้างบ้านทรงไทยสักหลังจะต้องทำอะไรบ้าง ท่านที่ต้องการมีบ้านทรงไทยเป็นผู้มีความชอบและหลงใหลเสน่ห์ของบ้านทรงไทย เป็นผู้ที่ต้องการร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมประจำชาติไทยของเรา

บ้านทรงไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น อย่างไรก็ตามการสร้างบ้านทรงไทยนั้นไม่ใช่ว่าเพียงแต่นำโฉนดที่ดินมาพร้อมกับกำเงินมาให้ผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านทรงไทย ก็จะสามารถนั่งรอบ้านทรงไทยในฝันหลังใหม่ได้ แต่ถ้าหากหัวใจมันจะเรียกร้องบ้านทรงไทยในฝันซักหลังเพื่อเป็นบ้านในฝัน เป็นเรือนรับรองพักผ่อน หรือต้อนรับแขก ลูกค้าต่างประเทศ หรือจัดทำเป็นบ้านแสดงสินค้าแบบไทยๆ หรือจะเป็นสถานที่อื่นๆใดก็ตาม เราจะต้องดูว่า การสร้างบ้านทรงไทยซักหลัง สิ่งต่างๆ ที่ท่านจะต้องดำเนินการเองนั้น มีวิธีการเป็นอย่างไรบ้าง ?
1. วางแผนและเตรียมพื้นที่และแบบบ้าน
ก่อนอื่นท่านต้องวางแผนก่อนว่าต้องการบ้านแบบใด มีพื้นที่ใช้สอยแบบใดและเตรียมพื้นที่ที่ทำการปลูกสร้างบ้านทรงไทยอย่างไรและคิด concept ของแบบบ้าน ต้องการให้เริ่มสร้างเมื่อไรและแล้วเสร็จเมื่อไร การสร้างบ้านทรงไทยต้องดูฤกษ์ดูยามด้วยในการปลูกด้วย
1.1 ท่านต้องดูว่าที่ดินท่านมีลักษณะอย่างไร? มีสาธารณูปโภคเข้าถึงหรือไม่ ? หากไม่มี ต้องดำเนินการให้เรียบร้อยก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง น้ำประปา ไฟฟ้า ทางระบายน้ำ และถนนหนทาง ฯลฯ โดยน้ำประปาและไฟฟ้า สามารถที่จะขอแบบ ชั่วคราวก่อนได้ ที่ดินของท่านถมแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ถม ควรจะถมให้เหนือระดับถนนเล็กน้อย
1.2 ถามใจของท่านและครอบครัวดูก่อนว่า
- ชอบบ้านทรงไทยรูปแบบไหน ตัวอย่างเช่น บ้านทรงไทยเดิม, บ้านทรงไทยภาคกลาง,บ้านทรงไทยภาคเหนือ บ้านทรงไทยภาคอีสาน หรือบ้านทรงไทยแบบประยุกต์ เป็นต้น และ Concept วัตถุประสงค์ต้องการใช้เป็นสถานที่สำหรับทำอะไร เช่น ที่พักถาวร เป็นศาลา เป็นบ้านพักรีสอร์ท Home Stay เป็นบ้านรับรองลูกค้า เป็นร้านอาหาร เป็นที่แสดงสินค้า หรืออื่น ๆ
- ต้องการองค์ประกอบของบ้านทรงไทยแบบไหน มีห้องต่างๆ เช่น ห้องนอน ห้องน้ำ กี่ห้อง มีระเบียง มีชานนอก มีหอนก หรือบันไดแบบไหน ที่สำคัญคือกว้างยาวเท่าไร เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเรา ซึ่งเราต้องมีรูปแบบในใจของเราแล้ว
- พื้นที่ใช้สอยทั้งหมดแบบคร่าวๆ เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณที่ตั้งไว้
1.3 ขั้นตอนการทำแบบบ้านทรงไทยเพื่อนำมาก่อสร้าง ทำได้ 2 กรณีคือ
- เลือกแบบบ้านทรงไทยให้สอดคล้องกับที่ดินที่มีอยู่ โดยไทย โทร.มาคุยกับทีมงานของเรา BanSongThai.com หรือโทร.มาที่คุณน้อย 01-556-1520 หรือคุณบัญชา 01-852-9238 เรามีบริการทั้งแบบบ้านทรงไทยและรับปรุงประกอบบ้านทรงไทยทุกแบบทุกไสตล์ เราสร้างบ้านทรงไทยเป็นอาชีพ เรามีสถาปนิกออกแบบบ้านทรงไทยและมีช่างที่ชำนาญงาน วิธีนี้ท่านจะได้แบบบ้านทรงไทยในฝัน สำหรับผู้รับสร้างบ้านทรงไทยปัจจุบัน มีไม่มากเนื่องจากวิธีการสร้างทรงไทย ไม่มีการเรียนการสอนในห้องเรียน จะใช้วิธีถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ผู้ที่ออกแบบบ้านทรงไทยจึงยังมีน้อย
- คุยกับสถาปนิกโดยตรงในการออกแบบหรือหาแบบบ้านทรงไทยจากแบบสำเร็จรูปจากหนังสือ โดยทั่วไปแล้วสถาปนิกที่ออกแบบบ้านทรงไทยโดยตรงค่อนข้างหายาก หากจ้างออกแบบให้ตรงกับกับความต้องการแล้วค่าใช้จ่ายอาจจะสูงกว่า
1.4 เมื่อท่านตกลงกับสถาปนิก หรือผู้รับเหมาเรื่องแบบบ้านทรงไทยเรียบร้อยแล้ว สถาปนิกจะเริ่มลงมือเขียนแบบร่างเป็นแบบก่อสร้างที่ใช้ในงานก่อสร้างจริง หรือที่เรียกว่าแบบพิมพ์เขียวที่ท่านคงเคยเห็นในงานก่อสร้างกันมาบ้าง ลักษณะเป็นสีเขียวออกฟ้าซึ่งแบบพิมพ์เขียวนี้ จะเป็นแบบที่มีรายละเอียดในการก่อสร้างทั้งหมด โดยจะได้รับประมาณ 6 ชุด
2. ขั้นตอนยื่นแบบเพื่อขออนุญาต
การติดต่อเพื่อขออนุญาตก่อสร้างอาคาร จะมีได้ 2 กรณี คือ
2.1 ปลูกบนที่ดินของตัวเอง จะต้องใช้เอกสารดังนี้
- คำขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ดัดแปลง หรือ รื้อถอนอาคาร
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการ
- สำเนาทะเบียนสมรส ( ถ้ามี )
- สำเนาโฉนดที่ดิน ขนาดเท่าตัวจริง (ถ่ายเอกสารทุกหน้า)
- หนังสือรับรองพร้อมสำเนาบัตรผู้ประกอบวิชาชีพ วิศวกรงานก่อสร้างและสถาปนิกผู้ออกแบบ
- หนังสือมอบอำนาจผู้ขออนุญาต ( ในกรณีให้ผู้อื่นกระทำแทน ) แล้วก็ติดอากรแสตมป์ 30 บาท
- บันทึกเจ้าหน้าที่ กรณีที่ ที่ดินติดที่สาธารณะ หรือแนวเวนคืน
2.2 เช่าที่ดินของผู้อื่นปลูกสร้าง
หรือชื่อผู้ขออนุญาตกับชื่อเจ้าของที่ดินไม่ได้เป็นบุคคลเดียวกัน
- เอกสารเหมือนในข้อ ที่ผ่านมาทุกประการ
- สิ่งที่เพิ่มเติมคือ หนังสือรับรองให้ทำการก่อสร้างในที่ดิน โดยที่เจ้าของที่ดินเซ็นต์ยินยอมให้ปลูกสร้างในที่ดินได้
หลังจากที่ได้เอกสารต่างๆครบแล้ว ยื่นเอกสารทั้งหมดให้กับสำนักงานเขตหรือ ถ้าเป็นต่างจังหวัดให้ติดต่อที่ อบต. พร้อมกับแบบบ้านทรงไทยที่จะปลูกสร้างจำนวน 5 ชุด จากนั้น เจ้าหน้าที่เขตจะนัดเพื่อรอฟังผล ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดนี้เจ้าของบ้านจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด
3. ติดต่อ BanSongThai.com เพื่อทำการก่อสร้างบ้านทรงไทย
หลังจากที่ท่านได้ยื่นแบบก่อสร้างกับทางเขตหรือ อบต. แล้ว ช่วงระยะเวลานี้ท่านก็มาติดต่อกับเรา BaSongThai.com ผู้เชี่ยวชาญบ้านทรงไทย (โทร. มาที่คุณ น้อย 081-556-1520) เพื่อให้ทางทีมงานของเราไปตีราคาค่าก่อสร้าง และกำหนดระยะเวลาในการ ก่อสร้างทั้งหมด และเมื่อทางเขตหรือ อบต. ได้อนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างได้ ทีมงานช่างของบ้านทรงไทยดอทคอมก็จะสามารถลงมือก่อสร้างได้ทันที

ปกติแล้วทางทีมงาน BanSongThai.com จะออกแบบ เขียนแบบ ตีราคาและกำหนดระยะเวลาการก่อสร้างให้เบ็ดเสร็จในขั้นตอนเดียวกัน และมีการพูดคุยและตกลงกับเจ้าของบ้านให้แน่ชัดก่อนเซ็นสัญญาและลงมือก่อสร้าง
4. ช่วงเวลาที่กำลังดำเนินการก่อสร้าง
ช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงที่เจ้าของบ้านจะต้องเอาใจใส่ด้วยและมีการพูดคุยกับผู้รับเหมาสร้างบ้านทรงไทย ถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นทุกอย่างรวมถึงการเปลี่ยนแบบหรือเปลี่ยนสเปค ซึ่งจะทำให้งบประมาณที่บานปลาย งบประมาณที่เพิ่มขึ้นจะมีการตกลงกันอย่างไรเจ้าของบ้านจะต้องตรวจดูการวางผัง การตรวจงานก่อสร้างสเปควัสดุก่อสร้าง ท่านจะต้องดูแลควบคุมใน จุดต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นให้ละเอียด จนกว่าบ้านทรงไทยจะเสร็จเป็นรูปเป็นร่างที่ สมบูรณ์ เพราะว่าหลังจากที่ผู้รับเหมามอบบ้านทรงไทยให้แล้ว จะเป็นเรื่องไม่ง่ายมากนักที่จะมาแก้ไขให้ท่านในภายหลัง ควรมีการตกลงกันว่าจะให้มีการรับประกันอย่างไรด้วย จากนั้นจะเป็นเรื่องของการขออนุญาตการติดตั้ง น้ำประปา-ไฟฟ้าถาวร โทรศัพท์และ เลขที่บ้าน ก็เป็นอันเสร็จสิ้น สำหรับบ้านทรงไทยในฝันของท่าน
อ้างอิง http://www.thaicontractors.com


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.