Posts Tagged ‘การก่อสร้าง’

บทความ ปัญหาด้านการศึกษาไทยในปัจจุบัน ด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และการก่อสร้าง

กุมภาพันธ์ 25, 2009

ปัญหาด้านการศึกษาไทยในปัจจุบัน ด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และการก่อสร้าง
พูดคุยกับบ.ก / มกราคม 2551

สำหรับผมแล้ว ผมมองว่าธุรกิจการก่อสร้างนั้นเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ของประเทศ (และทั่วโลก) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทุกคนทั้งทางตรงและทางอ้อม ธุรกิจการก่อสร้างนั้นมีขบวนการดำเนินงานที่มีความซับซ้อน ใช้เงินทุนสูง ใช้เวลานานเมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่นๆ และประกอบด้วยบุคคลากรหลากหลายวิชาชีพ ที่มีความรู้ ความชำนาญเฉพาะทาง เช่น สถาปนิก วิศวกร ช่างเทคนิค เจ้าหน้าที่เขียนแบบ นักบัญชี นักกฎหมาย เป็นต้น โดยธุรกิจการก่อสร้างเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีความเก่าแก่ของโลก และได้เกิดขึ้นมาเป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว
ในเมื่อขบวนการทำงานก่อสร้างนั้นพัฒนาการจนเป็นศาสตร์ ก็น่าจะมีสถานศึกษาที่เปิดสอนเฉพาะสาขาวิชาการก่อสร้างโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้จบการศึกษามีความรู้ ความสามารถ และเข้าใจถึงขบวนการดำเนินการธุรกิจด้านการก่อสร้าง อีกทั้งเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจการก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในระดับสูง แต่ความเป็นจริงกลับพบว่า การเรียนการสอนในระดับช่างวิชาชีพ (ปวช.-ปวส.) นั้นเปิดในสาขา ช่างก่อสร้าง ช่างโยธา ช่างเทคนิคสถาปัตยกรรม เป็นต้น ส่วนในระดับปริญญาตรีขึ้นไป ก็จะเปิดสอนในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโยธา หรือ สถาปัตยกรรมศาสตร์ โดยหลักสูตรที่สอนก็เป็นหลักสูตรที่สร้างมาเกือบร้อยปีแล้ว ซึ่งหาดูรายวิชาแล้วจะเห็นว่าเป็น หลักสูตรที่เน้นให้ออกแบบ และมีความหลากหลาย เช่น วิศวกรโยธา ก็จะเรียนเกือบทุกแขนงของสิ่งก่อสร้าง ตั้งแต่ ออกแบบอาคาร ชลประทาน ถนน สะพาน สุขาภิบาล เป็นต้น ซึ่งวิศวกรส่วนใหญ่ที่จบมาทำงานเฉพาะงานก่อสร้างอาคารเกือบ 95% ส่วนที่หลักสูตรสอนให้เน้นการออกแบบก็เพราะสมัยก่อนถนน หนทาง อาคาร บ้าน เรือน ยังมีไม่มาก จึงจำเป็นต้องเน้นให้ออกแบบ แต่ปัจจุบันการก่อสร้างถนน หนทาง คลองชลประทาน ก็สร้างกันไปแล้วซะส่วนใหญ่ ทำให้อัตราการก่อสร้างมีน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับการก่อสร้างอาคาร และพบว่าตลาดแรงงานในปัจจุบันนั้นมีความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ด้านการก่อสร้างอาคารมากกว่าประเภทอื่น
โดยการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการศึกษาแบบในระบบ ซึ่งจะเปิดสอนตามศาสตร์เชิงเดี่ยว เช่น สาขาวิศวกรรมโยธา สถาปัตยกรรม ทำให้คนเรียนมีความรู้เป็นส่วนๆ ด้วยรูปแบบการสอนค่อนข้างแข็งตัว (Rigid) ทำให้ยากในการปรับเปลี่ยนไปตามรูปแบบของสังคมโลก เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความรู้ ที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
ระบบการศึกษาในปัจจุบันนั้นมีความล้าหลังไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามกลไกของระบบสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ก่อให้เกิดปัญหาตลาดแรงงานที่ต้องการบุคลากรอย่างหนึ่ง แต่สถานศึกษาผลิตบุคคลากรกันอีกแบบหนึ่ง เวลาบริษัทรับมาทำงานก็ต้องมาสอนกันใหม่อีก 5-6 เดือน และพบว่าเนื้อหาที่สอนนั้นมักจะมีส่วนช่วยอย่างละนิดอย่างละหน่อย หรือที่เรียกว่าสอนกันทุกเรื่องยกเว้นเรื่องที่นำไปทำมาหากินได้ และซึ่งทำให้ผมคิดไปถึงการปลูกพืชแบบเศรษฐกิจพอเพียงในที่ดินตนเองที่สอนให้ ปลูกพืชทุกอย่างที่กินได้ และกินทุกอย่างที่ได้ปลูก ความรู้ในศาสตร์เชิงเดี่ยวมีปัญหาค่อนข้างมากในธุรกิจการก่อสร้างในปัจจุบัน เพราะการก่อสร้างจะต้องอาศัยความรู้แบบสหศาสตร์ หรือ การบูรณาการ
ผมจึงอยากจะแนะนำให้สถาบันการศึกษาไทยให้เร่งปรับตัว เพื่อให้สถาบันการศึกษาสามารถผลิตนักศึกษาได้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานที่ได้มีการเปลี่ยนไปมาก โดยเริ่มตั้งแต่การตั้งโจทย์ใหม่ให้กับหลักสูตร และพัฒนาหลักสูตรให้สามารถมีความรู้ครบขบวนการทำงานจริงๆ ทั้งความรู้ (Knowledge) ประสบการณ์ (Experience) และความสามารถ โดยความสามารถในยุคปัจจุบันนั้นก็คือ IT นั้นเอง
โดยความรู้ทั้ง 3 ส่วนนั้น จะมีเนื้อหาครบขบวนการทำงานตั้งแต่เริ่มออกแบบอาคารจนถึงทุบอาคารทิ้ง คือ
1. ขบวนการออกแบบ (Design Process) ซึ่งเริ่มที่เจ้าของโครงการ สถาปนิก วิศวกรออกแบบ โดยจะประกอบด้วยหัวข้ออบรม ตั้งแต่การออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน การสร้างองค์ความรู้ในการออกแบบสถาปัตยกรรม การเขียนแบบขยาย การวิเคราะห์ออกแบบโครงสร้างอาคาร การประมาณราคาสำหรับการออกแบบ
2. ขบวนการก่อสร้าง (Construction Process) ซึ่งจะมีหัวข้ออบรมต่างๆ ให้ผู้รับเหมาได้อบรม เพื่อให้สามารถทำงานได้ใน เวลา เงิน และคุณภาพที่กำหนด เช่น การบริหารโครงการ การบริหารเอกสารก่อสร้าง การตัดเหล็กให้เสียเศษน้อยที่สุด การตรวจแบบก่อนการก่อสร้าง จนถึงการก่อสร้างแบบ 5 มิติ เป็นต้น
3. ขบวนการใช้งานอาคาร (Operating Process) โดยเป็นหลักสูตรในการบริหารการใช้งานอาคาร (Facilities Management) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นข้อมูลให้เจ้าของอาคารได้ตัดสินใจและวางแผนได้อย่างแม่นยำ
โดยเนื้อหาวิชาเรียนนั้นจะต้องมีทั้ง 2 ส่วนในการทำงาน คือ ส่วนหน้า (Front End) ซึ่งเป็นองค์ความรู้ เพื่อให้การทำงานของเหล่าวิชาชีพ เช่น สถาปนิก และวิศวกร เป็นต้น มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และการทำงานส่วนหลัง (Back End) ซึ่งเป็นส่วนทำงานด้านการบริหารการจัดการขององค์กร เพื่อให้การทำงานส่วนหน้าลุล่วงได้ด้วยดี เช่น บัญชี การเงิน ภาษี การตลาด กฎหมาย การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารองค์กร การบริหารคุณภาพ (ISO) เป็นต้น
ซึ่งนักศึกษาจะต้องได้เรียนความรู้ที่ทันสมัยและจำเป็นในการทำงานในปัจจุบันและที่จะมีผลกระทบกับวิชาชีพในอนาคต เช่น เรื่องแผ่นดินไหว ซึ่งปกติจะมีสอนกันเฉพาะเรียนปริญญาโทเท่านั้น บ้านประหยัดพลังงาน ที่สถาปนิกส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนมา จะบอกว่าไม่มีประโยชน์พอที่จะมาสอนหรือ ? นั้นก็ไม่ไช่ แต่ด้วยเหตุผลอันใดเล่าสถาบันการศึกษาไทยจึงไม่นำมาสอนในหลักสูตร ? ดังนั้นเราน่าจะมาตั้งคำถามตัวโตๆ กับหลักสูตรและรูปแบบการศึกษาด้านนี้กันใหม่ ว่าเรียนแล้วได้อะไร นอกจากได้ปริญญาบัตร ?

บทความ ประเภทอาชีพผู้รับเหมาก่อสร้าง จัดอยู่ใน…..คือ ? ผู้รับเหมาก่อสร้าง

กุมภาพันธ์ 25, 2009

ประเภทอาชีพผู้รับเหมาก่อสร้าง จัดอยู่ใน…..คือ ?
พูดคุยกับบ.ก / ธันวาคม 2550

ปัจจุบันแต่ละธุรกิจต่างก็ล้วนที่จะค้นหา และสรรหาเครื่องมือ (Management Tools) ต่างๆ มาช่วยในการบริหารองค์กร ทั้งด้านการขาย การตลาด บัญชี การบริหารคุณภาพ การบริหารจัดการ เช่น Six Sigma, CRM, EVA, ERP, TQM, ISO, Balance Score Card, BCP เป็นต้น เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริหารหรือพนักงานสามารถทำงานให้เกิดประสิทธิภาพให้ได้องค์กรและทำกำไรได้สูงสุด
ธุรกิจต่างๆ สามารถนิยามประเภทธุรกิจของตนเองได้ง่าย เช่น โรงแรม ก็เป็นธุรกิจประเภทบริการ ห้างร้าน ก็สามารถระบุได้ว่าเป็นธุรกิจประเภท ซื้อมาขายไป หรือโรงงานอุตสาหกรรม ก็สามารถระบุได้ว่าเป็น อุตสาหกรรม ดังนั้นหากมีการเลือกเครื่องมือช่วยในการบริหารก็ย่อมหาเครื่องมือที่ใช้กับองค์กรของตนเองได้ง่ายและถูกต้อง
แต่สำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้างนั้นอาจจะแปลกกว่าธุรกิจอื่นๆ เพราะหากมีการลองสอบถามกับผู้รับเหมาก่อสร้างว่าธุรกิจที่กำลังทำนี้สามารถจัดอยู่ในประเภทใด ซึ่งมักจะได้รับคำตอบกันไปคนละทิศละทาง และคำตอบส่วนใหญ่นั้นผิดจากความเป็นจริง เพราะมักจะตอบว่าเป็นประเภทอุตสาหกรรม แต่จริงๆ แล้วธุรกิจรับเหมาก่อสร้างนั้นสามารถจัดอยู่ในประเภท บริการ (Services) เพราะธุรกิจรับเหมาก่อสร้างนั้น เป็นการทำตามความต้องการของลูกค้าเป็นรายๆ ไปหากเป็นอุตสาหกรรม จะต้องเน้นการผลิตที่ขณะผลิตนั้นยังไม่รู้ว่าใครเป็นลูกค้า เน้นการจัดทำเป็นจำนวนมากๆ แต่ธุรกิจผู้รับเหมาก่อสร้างนั้นเป็นประเภทบริการ เพราะเป็นการบริการความสามารถในการจัดการนั้นเอง ซึ่งมีการสัญญากับเจ้าของโครงการว่า จะทำงานให้เสร็จใน งบประมาณ เวลา และคุณภาพ ตามที่กำหนดไว้ในแบบก่อสร้างและรายการประกอบแบบ โดยอาชีพรับเหมาก่อสร้างนั้นไม่ได้สร้างหรือผลิตอะไรใหม่เลย เพราะผู้รับเหมาก่อสร้างจะจัดซื้อจัดหาวัสดุและแรงงานมาประกอบกันให้เป็นไปตามแบบก่อสร้างตามหลักวิชาช่างที่ดี เช่น ผนังก่ออิฐ ฉาบปูน ทาสี ก็ไปซื้ออิฐ นำมาก่อฉาบ และทาสี เป็นต้น
โดยปกติแล้วการรับเหมาก่อสร้างนั้น จะมีการทำงานเป็นโครงการๆ โดยแต่ละโครงการนั้นจะมีการกำหนดวันเริ่มต้นและสิ้นสุดอย่างแน่นอน หากผู้รับเหมาก่อสร้างต้องการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน จึงจำเป็นจะต้องพัฒนาระบบที่มีความสำคัญหลักกับองค์กรก่อน และยังเป็นการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วย ดังนั้นหากผู้รับเหมาก่อสร้างอยากจะหาเครื่องมือในการบริหารจัดการสำหรับธุรกิจก่อสร้าง เครื่องมือที่สำคัญและจำเป็นมากที่สุดนั้น ก็คือ การบริหารโครงการ (Project Management) นั้นเอง ซึ่งพอถึงตอนนี้จะพอมองออกหรือยังครับว่า เครื่องมือที่พากันนำมาใช้ในธุรกิจก่อสร้างอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ทั้ง ISO, ERP หรือ อื่นๆ นั้น มันไม่ไช่เครื่องมือที่จะช่วยพัฒนาการบริหารจัดการที่เป็นแกนหลัก (core) ของธุรกิจแบบเกาไม่ถูกที่คันอะไรทำนองนั้น

ผมได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้รับเหมาก่อสร้างของไทยค่อนข้างเยอะ ต่างก็ล้วนอยากพัฒนาองค์กรของตนกันทั้งนั้น ซึ่งบ้างก็ไปอบรม หรือหาหนังสือด้านการบริหารจัดการ (ทั่วไป) จากกูรู(Gurus)ทั้งหลาย หรือบ้างก็ไปปรึกษากับอาจารย์ด้านบริหารจัดการก่อสร้าง ซึ่งล้วนแนะนำให้ใช้เครื่องมือต่างๆ นาๆ เช่น โปรแกรมบัญชีขนาดใหญ่ (ERP), ISO หรือ อื่นๆ โดยไม่มีใครเลยที่จะแนะนำให้ใช้เครื่องมือที่สำคัญที่สุด เพราะส่วนใหญ่นั้นมักไม่ค่อยรู้จริง หรือใช้เครื่องมือระดับองค์กรไม่ได้ เปรียบเสมือนกับเราไปถามพระหาทางหลุดพ้นไปสู่การนิพพาน โดยยังไม่ได้ถือศีล 5 ก่อน ทำให้พระสอนให้เราทำวิปัสนาทันที ทำให้ผลที่ได้รับจากการวิปัสนาโดยไม่ตัดกังวลทั้ง 10 ก่อน ผลที่ได้นั้น ก็การเป็นบ้านั้นเอง !

บทความ thaicontractors.com แหล่งข้อมูลด้านการก่อสร้าง สถาปนิก วิศวกร

กุมภาพันธ์ 25, 2009

thaicontractors.com แหล่งข้อมูลด้านการก่อสร้าง
พูดคุยกับบ.ก / พฤศจิกายน 2550

ชาติชาย สุภัควนิช
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทูพลัส ซอฟท์ จำกัด
อาจารย์พิเศษ ปริญญาโท ในหลายมหาวิทยาลัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาบัญฑิต
วิศวกรรมศาสตร์มหาบัญฑิต และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม

ผมเองได้จดชื่อโดเมนเว็ปไซต์ thaicontractors.com มาเป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว โดยตั้งใจว่าซักวันหนึ่งจะทำเว็ปไซต์ที่เป็นศูนย์กลางสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้างไทยโดยเฉพาะ โดยทำการจดชื่อทั้ง .com และ .net เพื่อหวังที่จะให้ผู้รับเหมาก่อสร้าง สถาปนิก วิศวกร ช่างเทคนิค หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการก่อสร้างได้เป็นแหล่งในการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น สืบค้นข้อมูลวัสดุก่อสร้างที่มีอยู่มากมายได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ซึ่งขณะนั้นเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตนั้นยังไม่เจริญเพียบพร้อมทั้งจำนวนผู้ใช้และความเร็วได้ไม่เท่าปัจจุบัน

โดยตลอดเวลา 22 ปี ผมได้ศึกษา เรียนรู้ ดูงาน เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา ทั้งในและต่างประเทศ กว่า 20 ประเทศจากทุกมุมโลก เป็นระยะการเดินทางกว่า 500,000 กม. ซึ่งปัจจุบันได้สอนนักศึกษาหลักสูตรปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ เทคโนโลยีอุตสาหกรรม ศิลปศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และบริหารธุรกิจ ทั้งสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชน และยังเขียนบทความพิเศษให้กับ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารหลายเล่ม เช่น Post Today, Business Thai เป็นต้น ตลอดจนได้รับเชิญไปบรรยายความรู้ด้านการก่อสร้าง คอมพิวเตอร์ ให้กับหน่วยงานราชการหลายแห่ง เช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมยุทธโยธาทหารบก เป็นต้น ทำให้ผมเห็นถึงปัญหาในการเข้าถึงข้อมูลด้านการก่อสร้าง ซึ่งจัดเก็บในรูปแบบที่กระจัดกระจาย ยากและเสียเวลามากในการค้นหาสืบค้น

ผมจึงได้เริ่มออกแบบพัฒนาเว็ป thaicontractors.com มาเมื่อต้นปี 2550 โดยหวังให้เป็นเว็ปไซต์อันดับหนึ่งของประเทศไทยสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยได้เริ่มทยอยเปิดให้บริการข้อมูลเบื้องต้น ตั้งแต่ ตุลาคม 2550 เช่น

• ทำเนียบสถาปนิก วิศวกร ผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้ตรวจสอบอาคาร
• ไฟล์รูป Vdo
• คลังภาพที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง
• ประกาศย่อย (Classifieds)
• ห้องสนทนา(chat room)
• หมวดการอบรม
• บทความ Download
• การสำรวจความคิดเห็น(Polls)
• ทำเนียบเว็ป เว็ปบอร์ด
• เมนูความรู้ด้านการก่อสร้าง

ซึ่งประกอบด้วยความรู้แบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบอาคาร วิศวกรรมโครงสร้าง แผ่นดินไหว วิศวกรรมไฟฟ้า เครื่องกล ระบบปรับอากาศ การประมาณราคา การประมูล การบริหารงานก่อสร้าง การบริหารโครงการ บัญชี การเงิน ความปลอดภัย กฎหมายอาคาร การดับเพลิง ซอฟท์แวร์ หน่วยงานราชการ เป็นต้น ซึ่งผมเองได้กราบเรียนเชิญท่านอาจารย์ ผู้รับเหมาก่อสร้าง สถาปนิก และวิศวกร ที่มีประสบการณ์และชื่อเสียงระดับประเทศ เข้ามาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ที่มีค่า โดยบทความในเมนูด้านซ้ายมือนี้จะเริ่มทยอยกัน Upload ขึ้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ ต้นเดือนพศจิกายน 2550 นี้เป็นต้นไป และจะเพิ่มเติมบทความใหม่ๆ ในแต่ละหมวดทุกเดือน

หากท่านต้องการร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีค่าของท่านให้กับสังคม ในเมนูด้านซ้ายมือนี้ กรุณาติดต่อกับทางเว็ปได้ตลอดเวลาที่ info@thaicontractors.com และตอนนี้ผมเองกำลังเร่งพัฒนาโมดูลที่สำคัญๆ เพิ่มเติมอีกมาก เช่น ทำเนียบวัสดุก่อสร้าง ซึ่งจัดเรียงตาม CSI Format ล่าสุด ทำเนียบเครื่องจักรกลก่อสร้าง ประมูลงานก่อสร้าง แบบทดสอบความรู้แบบออนไลน์ แบบสำเร็จรูป เป็นต้น โดยจะทยอยขึ้นให้บริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำเนียบต่างๆ ที่กำลังพัฒนาอยู่ขณะนี้ จะเป็นการรวบรวมข้อมูลด้านการก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุด ทันสมัยที่สุด สะดวกและรวดเร็วที่สุดของประเทศไทย เพราะผู้ค้นหาจะสามารถจัดเรียงข้อมูลที่ต้องการได้ตามที่ต้องการใช้งาน

ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเว็ปนี้จะช่วยให้ท่านเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานก่อสร้าง ตลอดจนเป็นศูนย์กลางของข้อมูลด้านการก่อสร้าง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสำหรับธุรกิจของเราให้ได้มากที่สุด หากท่านต้องการเสนอแนะให้ทางทีมพัฒนาเว็ปไซต์ทำการปรับปรุงเพื่อตอบสนองการใช้งานได้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก กรุณาเมล์มาแนะนำได้ตลอดเวลานะครับ ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ

Vico Office Suite

กุมภาพันธ์ 24, 2009

Vico Office Suite
A Construction-Oriented 5D BIM Environment

The construction industry is changing rapidly. The increased demand for efficiency, shorter delivery times, and higher quality is pushing owners and contractors to adopt new business models and technologies which will give them a competitive advantage. The integration of processes and improved communication throughout the design-to-construction life cycle has proved to be an essential part of this change. Integrated Project Delivery and BIM technology are today’s buzz words, and the necessity of a truly integrated social-BIM platform becomes evident.

Vico’s next generation 5D BIM solution was created for this need. Vico Office™ is purpose-built for construction, and is designed as a tightly-integrated, BIM-neutral platform to which multiple types of BIM models can be published, synthesized, and augmented with cost and schedule information. To maximize efficiency and meet the distinctive needs of the various construction process trades and phases, Vico Office is structured in a modular way, providing you with a tailored, yet expandable solution and a consistent, easy to use environment.

Using Vico Office, building owners and general contractors can collaborate efficiently, improve predictability, reduce risk, manage cost, and optimize schedules on large, complex building projects.

ref :www.vicosoftware.com

พูดคุยกับบ.ก การก่อสร้างที่เป็นมากกว่าการก่อสร้าง ? Archibus

กุมภาพันธ์ 23, 2009

การก่อสร้างที่เป็นมากกว่าการก่อสร้าง ?

ผมเองเพิ่งกลับมาจากการเข้าร่วมงาน Archibus User Conference 2008 ที่ Washington DC สหรัฐอเมริกาเมื่อเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโปรแกรมด้านการบริหารทรัพยากรอาคาร และปีนี้เขาเกิดดันมาจัดงานเอาตรงกับช่วงสงกรานต์ไทยพอดิบพอดี พอเสร็จจากงานสัมมนาและยังมีเวลาเหลือพอ เลยถือโอกาสขับรถไปดูผลงานการออกแบบบ้านน้ำตก (Falling Water House) โดยสถาปนิกระดับโลก Frank Lloyd Wright ตั้งอยู่เมือง Mill Run รัฐเพนซิลวาเนีย ซึ่งบ้านนี้น่าจะเป็นบ้านพักตากอากาศที่มีชื่อเสียงและกล่าวขวัญมากที่สุดในโลก  

            โดยปัจจุบันบ้านน้ำตกนี้ได้มีการยกให้เป็นสมบัติของ The Western Pennsylvania Conservancy (WPC)  ซึ่งเป็นมูลนิธิเอกชนด้านการอนุรักษ์โบราณสถานต่างๆในรัฐเพนซิลวาเนียตะวันตก โดยเจ้าของบ้านนั้นเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าในเมือง Pittsburg รัฐเพนซิลวาเนียนั้นเอง ที่ชอบการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติในป่า ลูกชายเจ้าของบ้านนั้นเป็นเพื่อนกับ Frank Lloyd Wright เลยนัดให้มาพูดคุยกับผู้เป็นพ่อ และ Flank ก็ตกลงรับงานออกแบบบ้านหลังนี้ และขณะเริ่มออกแบบ Flank มีอายุได้  67 ปี โดยหลายต่อหลายคนก็คิดว่า Flank นั้นได้เกษียณ หรือได้ตายไปแล้ว ซึ่งบ้านหลังนี้มีอายุประมาณเกือบ 100 ปี แล้ว ปัจจุบันมีคนเข้าเยี่ยมชมผลงานของเขาหลังนี้กว่า 4,000,000 คนต่อปี โดย Flank มีผลงานการออกแบบประมาณ 400 หลังแต่ได้สร้างจริงประมาณ 200 หลัง 

            ผมและเพื่อน ๆ ขับรถกว่าจะมาถึงบ้านน้ำตกก็เหลือเวลาอีก 5 นาที 5 โมงเย็นพอดี มีเจ้าหน้าความปลอดภัยมาปิดประตูห้ามเข้าพอดี และได้เข้าไปเจรจาว่าขอเข้าไปดูซักแปปได้หรือไม่ คำตอบก็คือไม่ เพราะต้องใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่าขึ้นไปในการแวะชม จึงปรึกษากันว่าต้องพักค้างคืนใกล้ ๆ แถวนี้แหละเพราะพรุ่งนี้จะได้ดูตั้งแต่เขาเปิดให้ชม นั้นก็คือ 8 โมงเช้า พอขับรถไปอีกหน่อยก็เจอเมืองเล็ก ๆ มีประชากร 77 คน ซึ่งทำให้ทราบว่าเมืองนี้เขาเป็นแหล่งเขาตกปลา ล่องแก่ง กางเต้นท์ค้างคืน และจะเปิดให้บริการเฉพาะหน้าร้อน ซึ่งทีมผมก็เข้ามาพักเป็นสัปดาห์แรกที่เขาเปิดบริการ พอรุ่งเช้าก็รีบไปดูกันตั้งแต่ 8 โมงเช้า เสียค่าเข้าชมคนละ 16 USD ตกประมาณ 500 กว่าบาท แต่ปรากฎว่าต้องรอถึง 10.30 น.ถึงจะได้เข้าชม เพราะเขาส่วนใหญ่นั้นจองผ่านอินเตอร์เน็ตมากันทั้งนั้น แต่พอได้เข้าชมโดยมีเจ้าหน้าที่เป็นคนอธิบาย ทำให้ทราบว่าถูกต้องแล้วครับที่ Flank Lloyd Wright นั้นต้องเป็นสถาปนิกโลก เพราะเขาออกแบบได้ดีมาก ๆ เข้ากับธรรมชาติได้อย่างลงตัว และเขาเข้าใจธรรมชาติได้ดีมาก จนภรรยาเจ้าของบ้านถึงกับต้องกล่าวเมื่อบ้านนี้สร้างเสร็จว่า ฉันเองต้องจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับบ้านหลังนี้ให้ได้ เพราะบ้านหลังนี้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และฉันไม่ต้องการเป็นสิ่งแปลกปลอมของธรรมชาติโดยบ้านหลังนี้สร้างติดกับน้ำตก ทำยื่นระเบียงคล่อมลงไปน้ำตก ซึ่งทำให้ Flank ได้ออกแบบตกแต่งภายใน และเฟอร์นิเจอร์เป็นแบบที่ยื่น(Cantilever) ออกจากผนังเกือบทั้งหมด ตั้งแต่ โซฟา ตู้เสื้อผ้า เป็นต้น

            ทีมเราใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่าในการทัวร์ดูบ้านหลังนี้ แต่ก็รู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และก่อนกลับเลยต้องตัดสินใจแวะชมบ้าน Kentuck KNoB อีกหลังของ Flank ซึ่งห่างจากบ้านน้ำตกนี้ประมาณ 30 ไมล์ ซึ่งเจ้าของบ้านเป็นเจ้าของโรงงานไอครีม แต่มีที่ดินบนภูเขา ซึ่ง Flank ได้ออกแบบเป็นเหลี่ยม สามเหลี่ยม หกเหลี่ยม โดยทุกห้องจะเป็นเหลี่ยมทั้งหมด ทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว แม้กระทั่งโรงรถ เสาก็เป็นสามเหลี่ยม แล้วนับรวมทั้งบ้านได้กว่า 56 เหลี่ยม โดยเป็นการออกแบบขัดแย้งกับที่เราเคยรู้สึกว่าการเป็นเหลี่ยนนั้นจะเสียพื้นที่การใช้งาน แต่บ้านนี้ให้ความรู้สึกว่าทุกส่วนนั้นมีประโยชน์ใช้สอยอย่างครบถ้วน 

            ซึ่งบ้านทั้ง 2 หลังนี้มีความเหมือนกันคือ 1. มีกันสาดที่ยาว เพื่อหลีกเลี่ยงความร้อนและความหนาวเข้าบ้าน ( เราส่วนใหญ่มักจะนึกว่าบ้านเมืองหนาวเขาต้องออกแบบไม่ให้มีกันสาดอะไรมาก เพราะจะได้แสงแดดให้บ้านได้รับแสงแดดให้มากที่สุด ) 2. มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองในแต่ละหลัง สถาปนิกจะไม่ก๊อบปี๊บ้านตัวเองจากอีกหลังให้กับอีกหลัง 3. บ้านแต่ละหลังจะออกแบบให้เข้ากันกับธรรมชาตินั้นๆได้เป็นอย่างดี  4.เขาจะออกแบบทุกส่วนของบ้านทั้งหลังเอง ตั้งแต่ ตัวบ้าน โคมไฟ ป้ายหน้าบ้าน แบบประตู หน้าต่าง กระจกสเตนกราส จัดสวน เป็นต้น โดย Flank เป็นทั้ง สถาปนิก วิศวกร มัณฑนากร ภูมิสถาปนิก  ในงานออกแบบหนึ่งหลัง

           ซึ่งระหว่างที่พากันขับรถกลับไป Washington DC ทำให้ได้คิดว่า สถาปนิกเพียง 1 คนก็สามารถทำให้เกิดเป็นสิ่งท่องเที่ยว มาศึกษาดูงาน และทำให้เกิดรายได้ของคนทั้งรัฐ และประเทศ เพราะ Flank ออกแบบบ้านกว่า 400 โครงการและได้มีการสร้างจริงประมาณ 200 หลัง และเป็นที่โดดเด่นๆเปิดให้ดูได้ กว่า 50 หลัง แค่นี้ก็ทำให้เกิดการท่องเที่ยวกว่า 14 ล้านคนต่อปีแล้ว  หรือแม้กระทั่ง สะพานโกเดนเกตส์ที่เมือง San Fancisco ในรัฐแคลิฟอร์เนีย หรือ Opera House ที่ Sydney ก็มีคนไปดูไปเที่ยวกันจำนวนมหาศาลต่อปี

            ส่วนประเทศไทยเรานั้น มีทรัพยากรตั้งเยอะตั้งแยะ ทั้ง ประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม และ ธรรมชาติ แค่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวประเทศไทย 14-15 ล้านคนก็ดีอกดีใจกันแทบแย่แล้ว เมื่อไรนะสถาปนิก วิศวกร ผู้รับเหมาก่อสร้างเราจะสร้างอาคาร หรือ สิ่งปลูกสร้างมากว่าการเป็นงานก่อสร้าง เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากแค่สร้างเพื่อใช้สัญจรและที่อยู่อาศัย ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจ การเมือง สังคม เราเปลี่ยนไปจากการมีมูลค่าเพิ่มกันจริงๆเสียที สาธุ !


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.