ภัยแผ่นดินไหว, แผ่นดินไหว

มีนาคม 11, 2009

แผ่นดินไหว อีกหนึ่งพิบัติภัยที่ต้องระวัง!!
จากฤทธิ์ลมพายุไซโคลนที่พัดถล่มบริเวณลุ่มแม่น้ำอิรวดี กรุงย่างกุ้งประเทศพม่า ห่างไปอีกไม่นานก็เกิดพิบัติภัยแผ่นดินไหว 7.9 ริคเตอร์ที่มณฑล เสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีนสร้างความเสียหายมากมายโดยเฉพาะจำนวนผู้เสียชีวิตที่คาดการณ์ว่าอาจมีกว่า 5 หมื่นคน

นอกจากนี้ยังมีผู้สูญหายได้รับบาดเจ็บติดอยู่ใต้ ซากปรักหักพังของตัวอาคารโรงเรียน โรงงาน และอาคารที่ พักอาศัยอีกมากมายซึ่งถึงเวลานี้เหตุการณ์ธรณีพิโรธก็ยังคงมีความเคลื่อนไหวให้ติดตามกันอย่างต่อเนื่อง การเตรียมพร้อมเพื่อรู้และเข้าใจในภัยธรรมชาติ การปฏิบัติดูแลตนเองเพื่อให้ปลอดภัยห่างไกลจากภัยธรรม ชาติจึงมีความหมายความสำคัญ และจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เพิ่งผ่านไป แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยโดยตรง แต่จากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวกรุงเทพมหานครสามารถรับรู้ได้โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในตึกสูงหลายสถานที่

แผ่นดินไหว ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของพื้นดินอันเนื่องจากการปลดปล่อยพลังงานเพื่อลดความเครียดที่สะสมไว้ภายในโลกออกมาเพื่อปรับสมดุลของเปลือกโลกให้คงที่ ส่วนหนึ่งจากข้อมูลศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งให้ความรู้ถึงการเกิดแผ่นดินไหว

นอกจากนี้นักธรณีวิทยายังอธิบายสาเหตุรวมถึงการสำรวจรอยเลื่อนที่มีพลังงานในประเทศไทยที่ต้องติดตามเฝ้าระวังว่า สาเหตุหลักของการเกิดแผ่นดินไหวเกิดได้ทั้งจาก การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก การระเบิดของภูเขาไฟ รวมถึงการกระทำของมนุษย์ อย่างการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ ฯลฯ

แต่แม้จะมีหลายสาเหตุแต่ส่วนใหญ่ของการเกิดแผ่นดินไหวขึ้นในโลกเป็น การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก เนื่องจากพื้นผิวโลกมีลักษณะเป็นแผ่นเคลื่อนที่ไปมาเกิดการชนกันบ้าง มุดตัวลงบ้างซึ่งบางครั้งทำให้เกิดการติดขัด แผ่นเปลือกโลกเกิดการคดโค้งโก่งงอและเมื่อมีการสะสมพลังงานถึงจุดหนึ่งก็จะเกิดการแตกหักและปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปคลื่นแผ่นดินไหว

“บริเวณการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกที่ใกล้กับประเทศไทยจะเริ่มตั้งแต่ด้านตะวันตกของพม่าจรดถึงตะวันตกของเกาะสุมาตราซึ่งเมื่อเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่หลายต่อหลายครั้งในบริเวณดังกล่าวก็จะทำให้ประเทศไทยรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้”

แรงจากการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลก ส่งผลกระทบต่อแผ่นดินด้านในทำให้เกิดรอยเลื่อนในแผ่นดิน อย่างที่ทราบกัน จากการสำรวจพบว่าในประเทศไทยมีกลุ่มรอยเลื่อน ที่มีพลังจำนวน 13 กลุ่ม ที่พาดผ่านพื้นที่ 22 จังหวัด ได้แก่ รอยเลื่อนแม่จัน จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่, รอยเลื่อนแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน จ.ตาก, รอยเลื่อนเมย จ.ตาก จ.กำแพงเพชร, รอยเลื่อนแม่ทา จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน จ.เชียงราย, รอยเลื่อนเถิน จ.ลำปาง จ.แพร่, รอยเลื่อนพะเยา จ.พะเยา จ.เชียงราย จ.ลำปาง, รอยเลื่อนปัว จ.น่าน, รอยเลื่อนอุตรดิตถ์ จ.อุตรดิตถ์ รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ จ.กาญจน บุรี, รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี จ.สุพรรณบุรี จ.อุทัยธานี และจ.ตาก, รอยเลื่อนระนอง จ.ระนอง จ.ชุมพร จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.พังงา รอยเลื่อนคลอง มะลุ่ย จ.สุราษฎร์ธานี จ.กระบี่ จ.พังงา และ รอยเลื่อนท่าแขก จ.หนองคาย จ.นครพนม

แนวรอยเลื่อนเหล่านี้ ที่ผ่านมาได้มีการจัดทำแผนที่บริเวณที่มีความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวโดยแบ่งระดับความรุนแรงให้ติดตามเฝ้าระวัง ในการก่อสร้างอาคารจึงควรคำนึงถึงความปลอดภัย อย่างภาคเหนือบางจังหวัดที่อาจได้รับความรุนแรงจากแผ่นดินไหวระดับ VII-VIII เมอร์คัลลี ซึ่งมีความ เสี่ยงในการเกิดความเสียหายระดับปานกลาง ในภาคอีสานมีโอกาสได้รับผลของการสั่นสะเทือนน้อยกว่า III เมอร์คัลลี ซึ่งถือว่าไม่มีความเสี่ยงอาจไม่จำเป็นต้องออกแบบอาคารรับแรงแผ่นดินไหว เป็นต้น

ส่วนมาตราวัดพลังงานแผ่นดินไหวตรงจุดกำเนิดใช้หน่วยเป็น ริคเตอร์ ตัวเลขที่ทำให้เปรียบเทียบขนาดของแผ่นดินไหวต่าง ๆ ที่มักได้ยินกันบ่อยครั้งเวลาเกิดแผ่นดินไหวนั้น นักธรณีวิทยาอธิบายเพิ่มว่า หากน้อยกว่า 3.0 ริค เตอร์ขนาดของแผ่นดินไหวจะเล็กมาก 3.0-3.9 ริคเตอร์ ขนาดแผ่นดินไหวเล็ก 4.0-4.9 ริคเตอร์ค่อนข้างเล็ก ส่วนขนาด 5.0-5.9 ริคเตอร์ ปานกลาง 6.0-6.9 ริคเตอร์ค่อนข้างใหญ่ 7.0-7.9 ริคเตอร์ใหญ่และมากกว่า 8.0 ริคเตอร์ขนาดของแผ่นดินไหวใหญ่มาก และจากที่ผ่านมาประเทศไทยมีการเกิดแผ่นดินไหวขึ้นหลายครั้งนับแต่อดีตกาล โดยครั้งที่รุนแรงสุดกล่าวกันว่าแผ่นดินไหวทำให้อาณาจักรโยนกล่มสลาย

แต่จากการรวบรวมข้อมูลการเกิดแผ่นดินไหวในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมามีทั้งขนาดน้อยกว่า 3 ริคเตอร์ สูงสุด 5.9 ริคเตอร์ อย่างในปีพ.ศ. 2526 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 ริคเตอร์ ครั้งนั้น ตลอดภาคกลาง ภาคเหนือสามารถรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนสร้างความตื่นตระหนกและมีความเสียหายเล็กน้อย
การศึกษา ติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหว แม้จะมีอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่อาจจะกำหนด ทำนายสถานที่ความ รุนแรงของแผ่นดินไหวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ การรู้เข้าใจถึงการเกิดขึ้นของแผ่นดินไหว เตรียมพร้อมเพื่อรับมืออยู่ร่วมกับภัยธรรมชาติด้วยความปลอดภัยจึงมีความหมายความสำคัญ

“จากทัศนคติที่ไม่อยากให้ภัยมาใกล้ตัว แต่ในการเตรียมพร้อมบางครั้งอาจละเลยมองข้ามกันจนกลายเป็นความประมาท ในเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อจะต้องเผชิญสิ่งแรกที่ควรทำคือการตั้งสติให้มั่นอย่าตื่นตกใจ สำหรับตึกสูงที่มีผู้ อยู่อาศัยจำนวนมากควรมีการเตรียมพร้อมอพยพคนออกจากตึกอย่างมีระเบียบหลังจากแผ่นดินไหวผ่านไป

แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเร็วและไหวไม่นาน หากอยู่ภายในอาคารควรหลบอยู่ในที่ที่แข็งแรงปลอดภัยจากสิ่งของที่จะหล่นโค่นลงมาอย่างหลบอยู่ใต้โต๊ะ อยู่ห่างจากหน้าต่าง ประตูที่เป็นกระจก ห่างจากสายไฟ และห้ามใช้ลิฟต์ ฯลฯ จากนั้นเมื่อแผ่นดินไหวผ่านไปให้รีบออกมาให้พ้นจากอาคาร อยู่ในที่โล่งแจ้ง รวมทั้งติดตามข่าวสารความคืบหน้าของเหตุการณ์”

นอกจากนี้หากอยู่ใกล้ชายฝั่งเมื่อได้รับการแจ้งเตือนหรือรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนก็ให้รีบออกจากบริเวณนั้นโดยเร็วเพราะอาจเกิดคลื่นสึนามิได้ ส่วนการปลูกสร้างอาคารในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวควรออกแบบอาคารรับแรงแผ่นดินไหวอย่างเหมาะสมกับพื้นที่ ซึ่งไม่เพียงก่อให้เกิดความปลอดภัยแต่ยังช่วยลดความสูญเสียได้อีกด้วย

ก่อนต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติ การเตรียมพร้อม เรียนรู้เรื่องภัยต่าง ๆ เหล่านี้มีความหมายความสำคัญ เช่นเดียวกับพิบัติภัยแผ่นดินไหว แม้ห้ามการเกิดขึ้นไม่ได้ แต่สามารถป้องกันก่อนความสูญเสียมาเยี่ยมเยือนได้.
พงษ์พรรณ บุญเลิศ

อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

การผลิตเหล็กขั้นต้นน้ำ

มีนาคม 11, 2009

ไทยกับเส้นทางสู่การผลิตเหล็กขั้นต้นน้ำปัจจุบันแม้ประเทศไทยจะมีอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก แต่อุตสาหกรรมที่นับว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญ คือ อุตสาหกรรมเหล็ก เนื่องจากยังไม่มีอุตสาหกรรมถลุงเหล็กจากสินแร่เหล็กแต่อย่างใด แม้ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามส่งเสริมให้ก่อตั้งกิจการมาหลายครั้ง แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีแนวโน้มให้ความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมนี้อีกครั้งหนึ่ง

อุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นน้ำสมัยใหม่ของไทยในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีนโยบายส่งเสริมให้ก่อตั้งอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นน้ำจากสินแร่เหล็ก และส่งเสริมให้บริษัทปูนซิเมนต์ไทย ก่อสร้างเตาถลุงเหล็กขนาดเล็กแบบใช้ถ่านไม้เป็นเชื้อเพลิง
อย่างไรก็ตาม โรงถลุงเหล็กของเครือซิเมนต์ไทยมีขนาดเล็กมาก มีกำลังการผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ รัฐบาลจึงริเริ่มก่อตั้งโรงถลุงเหล็กและผลิตเหล็กกล้าขนาดใหญ่ขึ้นภายในประเทศ แม้รัฐบาลจะทำการศึกษาในเรื่องนี้หลายครั้ง แต่รายงานการศึกษาถูกเก็บขึ้นหิ้งทั้งหมด โครงการไม่ได้รับความสนใจลงทุนแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันโรงถลุงเหล็กของเครือซิเมนต์ไทย ได้ปิดตัวเองลงในเวลาต่อมา เนื่องจากกิจการมีขนาดเล็กมาก ทำให้มีต้นทุนในการผลิตสูง จึงไม่สามารถแข่งขันกับเหล็กที่นำเข้าจากต่างประเทศได้ ดังนั้น การผลิตเหล็กทั้งหมดในประเทศไทยในปัจจุบันจึงเป็นการผลิตโดยใช้เตาหลอมไฟฟ้าจากเศษเหล็กเป็นหลัก ไม่ได้เป็นการผลิตขึ้นจากสินแร่เหล็กแต่อย่างใด

ต่อมาในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่ระหว่างปี 2535 – 2539 จึงมีความพยายามรื้อฟื้นการก่อสร้างโรงถลุงเหล็กขึ้นมาอีก โดยได้มีการอนุมัติให้การส่งเสริมจำนวน 6 โครงการ เพื่อก่อตั้งโรงถลุงเหล็กขั้นต้นน้ำ กำลังการผลิตรวม 9.15 ล้านตัน/ปี โดยในจำนวนนี้เป็นการลงทุนขนาดใหญ่โดยใช้เทคโนโลยี Blast Furnace เพียงรายเดียวเท่านั้น คือ กลุ่มทีพีไอ สำหรับโครงการที่เหลืออีก 5 โครงการ เป็นการผลิตเหล็กพรุน อย่างไรก็ตาม เมื่อไทยเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ได้ส่งผลให้ทั้ง 6 โครงการ ต้องยกเลิกหรือชะลอโครงการลงทุนทั้งหมด

ต่อมาอุตสาหกรรมเหล็กของไทยฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจนับตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา ส่งผลให้มีความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นน้ำอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นน้ำจะต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก หากเกิดปัญหาเป็นหนี้ NPLs แล้ว จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง โดยประเทศไทยได้รับบทเรียนครั้งสำคัญในเรื่องนี้เมื่อครั้งเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540

เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตและนับเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจึงกำหนดกฎและกติกาสำหรับการลงทุนว่าโครงการจะต้องมีอัตราหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้นไม่เกิน 2 ต่อ 1 การให้การส่งเสริมข้างต้นจะเป็นแบบเสรี จะไม่ระงับให้การส่งเสริมแก่รายอื่นๆ เพื่อให้ผู้ผลิตรายใดรายหนึ่งผูกขาดตัดตอนอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นน้ำของประเทศ ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมามีผู้สนใจลงทุนในการผลิตเหล็กขั้นต้นน้ำจำนวน 5 โครงการ ประกอบด้วย

โครงการแรก เป็นของบริษัท จีสตีล จำกัด (มหาชน) เป็นการลงทุน 41,000 ล้านบาท ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2548 เป็นการผลิตแบบครบวงจร โดยในส่วนต้นน้ำจะประกอบด้วยเตาถลุงเหล็กแบบ Blast Furnace จำนวน 2 เตา กำลังการผลิตเหล็กถลุงรวมกัน 2.65 ล้านตัน/ปี กำหนดตั้งโรงงานที่อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง
โครงการที่สอง เป็นของบริษัท สหวิริยาอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีแผนจะลงทุนตั้งโรงงานผลิตเหล็กแบบครบวงจรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยจำแนกเป็น 5 เฟส กำลังการผลิตรวม 30 ล้านตัน/ปี เงินลงทุน 524,200 ล้านบาท ทั้งนี้ ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2548 เฉพาะโครงการในเฟสแรกเท่านั้น ซึ่งลงทุนรวม 90,200 ล้านบาท โดยมีเตา Blast Furnace และ Basic Oxygen Furnace ขนาด 4.5 ล้านตัน/ปี

โครงการที่สาม เป็นของ Shougang Group ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 7 ของจีน ได้ยื่นข้อเสนอก่อสร้างโครงการผลิตเหล็กขั้นต้นน้ำ ขั้นกลางน้ำ และขั้นปลายน้ำ โดยมีเตา Blast Furnace และ Basic Oxygen Furnace ขนาดกำลังการผลิตรวม 4 ล้านตัน/ปี มูลค่าการลงทุน 108,552 ล้านบาท กำหนดตั้งโครงการที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง

โครงการที่สี่ ดำเนินการโดยบริษัท ทาทาสตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในเครือตาต้าสตีลของอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเมื่อปี 2550 ลงทุนจำนวน 3,600 ล้านบาท (จากการประมาณการเงินลงทุนล่าสุดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,800 ล้านบาท) เพื่อก่อสร้างเตาถลุงเหล็กขนาดเล็กแบบ Mini Blast Furnace กำลังการผลิต 500,000 ตัน/ปี ตั้งโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราช จังหวัดชลบุรี

โครงการที่ห้า เป็นโครงการเดิมของบริษัท นครไทยสติปมิล จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตเหล็กพรุน กำลังการผลิต 1.5 ล้านตัน/ปี ตั้งโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราช จังหวัดชลบุรี โดยได้นำเข้าเครื่องจักรมาแล้วบางส่วนตั้งแต่ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 จึงสนใจที่จะรื้อฟื้นโครงการนี้อีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากจะซื้อเครื่องจักรเพิ่มเติมอีกไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม สำหรับ 5 โครงการข้างต้น เกือบทั้งหมดได้ยกเลิกโครงการหรือมิฉะนั้นก็ชะลอโครงการอย่างไม่มีกำหนด ยกเว้นโครงการถลุงเหล็กขนาดเล็กโดยใช้ Mini Blast Furnace ของบริษัทตาต้าสตีลเท่านั้น ซึ่งกำหนดการก่อสร้างแล้วเสร็จของโครงการนี้ได้เลื่อนออกไป กล่าวคือ จากเดิมกำหนดไว้ที่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2551 ได้เลื่อนออกไปเป็นไตรมาสที่ 2 ของปี 2552

ล่าสุดคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้มีมติเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2550 ประกาศแนวทางส่งเสริมการลงทุนกิจการผลิตเหล็กขั้นต้นน้ำเพื่อผลิตเหล็กคุณภาพสูง ซึ่งเป็นเหล็กที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวเพื่อใช้งานเฉพาะเจาะจง เช่น เหล็ก Ultra High Tension Steel ฯลฯ เพื่อยกระดับจากเหล็ก Commodity Grade ซึ่งมีราคาต่ำและการแข่งขันในด้านราคาสูง โดยเฉพาะการแข่งขันจากผู้ผลิตของประเทศจีน

สำหรับแนวทางการส่งเสริมการลงทุน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ออกประกาศลงวันที่ 7 ธันวาคม 2550 กำหนดเงื่อนไขหลายประการ เป็นต้นว่า

ประการแรก เป็นโครงการผลิตเหล็กขั้นต้นน้ำเพื่อผลิตเหล็กคุณภาพสูงที่มีเทคโนโลยีทันสมัยในทุกขั้นตอนการผลิต โดยจะต้องผลิตเหล็กคุณภาพสูงที่มีความบริสุทธิ์สูง มีธาตุมลทินต่ำ มีสิ่งเจือปนต่ำ และต้องมีปริมาณการผลิตเหล็กคุณภาพสูงไม่น้อยกว่า 2 ล้านตัน/ปี

ประการที่สอง ต้องมีการลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และสามารถพัฒนางานวิจัยร่วมกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่อเนื่องหรือหน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการในอนาคต

ประการที่สาม ต้องมีระบบควบคุมและจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่มีมาตรฐานสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ประการที่สี่ เป็นองค์กรที่มีการกำกับดูแลและบรรษัทภิบาลที่ดี (Good Corporate Governance) และต้องเสนอแผนงานที่แสดงความรับผิดชอบต่อชุมชน ท้องถิ่น และสังคม

พร้อมกันนี้ยังได้กำหนดให้ผู้สนใจลงทุนยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงพร้อมข้อเสนอเบื้องต้นภายในวันที่ 31 มกราคม 2551 ซึ่งเมื่อครบกำหนด มีผู้ยื่นข้อเสนอ 4 ราย คือ บริษัทอาร์เซลอร์-มิตตัล ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 1 ของโลก บริษัทนิปปอนสตีลของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก บริษัท JFE ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก และบริษัทเซี่ยงไฮ้เป่าสตีลซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 6 ของโลก โดยแต่ละรายกำหนดจะลงทุนนับแสนล้านบาท

ทั้ง 4 โครงการ ได้กำหนดจะใช้เทคโนโลยีเหมือนกัน คือ Blast Furnace และ Basic Oxygen Furnace ซึ่งนับเป็นเทคโนโลยีมาตรฐานสำหรับกิจการถลุงเหล็กที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าก่อตั้งโรงถลุงเหล็กข้างต้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ประการแรก แต่ละโครงการต้องการพื้นที่กว้างขวางถึง 5,000 – 6,000 ไร่ และต้องตั้งอยู่ใกล้ทะเลที่มีน้ำลึก เพื่อลดต้นทุนในด้านลอจิสติกส์ เนื่องจากต้องก่อสร้างท่าเรือที่มีความลึกหน้าท่าไม่ต่ำกว่า 20 เมตร

ประการที่สอง โครงการต้องการปริมาณน้ำเป็นปริมาณมากถึง 100,000 ลบ.ม./วัน ดังนั้น จะต้องพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ รวมถึงการก่อสร้างท่อส่งน้ำมายังโรงถลุงเหล็ก

ประการที่สาม ต้องสามารถทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวอย่างคึกคักของบรรดา NGOs

เพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น รัฐบาลมีนโยบายปีแห่งการลงทุน 2551 – 2552 โดยกำหนด 8 มาตรการ โดย 1 ใน 8 มาตรการข้างต้น คือ การเร่งรัดพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ หากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมมือกันเพื่อผลักดันมาตรการนี้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว จะมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการก่อตั้งอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นน้ำในประเทศไทย

เป็นที่น่าสังเกตว่าบริษัทผลิตเหล็กยักษ์ใหญ่ 6 อันดับแรกของโลก มีเฉพาะบริษัทพอสโก้ของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก เท่านั้น ที่ไม่สนใจตั้งฐานการผลิตเหล็กต้นน้ำในประเทศไทย เนื่องจากกำหนดจะลงทุนโครงการขนาดยักษ์ที่อ่าว Van Phong ในจังหวัด Khanh Hoa ของเวียดนาม

ติดต่อขอข้อมูล ติชม และเสนอแนะความคิดเห็นได้ที่ศูนย์บริการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 0-2537-8161 หรือที่ head@boi.go.th
อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

“เอพี” ลุ้นการเมืองนิ่งก่อนเคาะ 6 โปรเจค

มีนาคม 11, 2009

เอพี” ลุ้นการเมืองนิ่งก่อนเคาะ 6 โปรเจค
เอพี”รอดูการเมือง ก่อนตัดสินใจลุยเปิด 6 โครงการใหม่ไตรมาสสี่ มูลค่า 8 พันล้าน มั่นใจสิ้นปียอดขายตามเป้า หลังจาก 9 เดือนทำยอดขายได้กว่า 70% จากเป้า 1.2 หมื่นล้านบาท

นายวิษณุ สุชาติล้ำพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ เอพี เปิดเผยว่าจากปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง ที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ทำให้บริษัทต้องรอดูความชัดเจนของสถานการณ์อีกครั้ง เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะเปิดตัวโครงการใหม่ตามแผนที่วางไว้ช่วงไตรมาส 4 ปีนี้อีก 6 โครงการ รวมมูลค่า 7,000-8,000 ล้านบาทหรือไม่ ซึ่งมีทั้งคอนโดมิเนียมและที่อยู่อาศัยแนวราบ

“เราขอเวลาหนึ่งสัปดาห์ ดูว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้น จะบานปลายหรือไม่อย่างไร ซึ่งหากส่อเค้าบานปลาย ก็คงต้องเลื่อนบางโครงการออกไปก่อน” นายวิษณุ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากมีการเลื่อนการเปิดตัวโครงการออกไป คงไม่กระทบต่อยอดขาย

ช่วงไตรมาส 3 บริษัททำยอดขายได้ประมาณ 4,000 ล้านบาท และเมื่อรวมยอดขายช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายไปได้แล้วกว่า 70% ของยอดขายรวมที่ตั้งไว้ทั้งปีประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เอพี.มียอดขายที่รอรับรู้รายได้สูงถึง 1.8 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นคอนโด กว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ที่เหลือเป็นแนวราบ ยอดขายดังกล่าวจะสร้างรายได้ต่อเนื่องให้กับ เอพี ในช่วง 3 ปีนี้ ตั้งแต่ปี 2552-2554

นายวิษณุ กล่าวอีกว่าจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อรายย่อยของธนาคารที่ต้องการสกัดปัญหาหนี้เสีย ทำให้ยอดการปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 25% จากเดิมเมื่อช่วงต้นปีอยู่ที่ 20% ลูกค้าที่ถูกปฏิเสธสินเชื่อมากสุดจะเป็นลูกค้าที่ซื้อบ้านแนวราบ

และทันทีที่ทราบว่าลูกค้าขอสินเชื่อไม่ผ่านเอพีจะเร่งดำเนินการคืนเงินจองให้ลูกค้าทันทีเพื่อนำบ้านหลังดังกล่าวมาขายใหม่ให้เร็วที่สุด ทั้งนี้เฉลี่ยต่อเดือนอัตราการขายอยู่ที่ 150-170 หน่วย

ส่วนปี 2552 บริษัทมีที่ดินพร้อมเปิดโครงการใหม่แล้ว 6 โครงการ แบ่งเป็นคอนโด บ้านเดี่ยว และทาวน์เฮ้าส์ อย่างละ 2 โครงการ มูลค่ารวม 8.8 พันล้านบาท และกำลังหาที่ดินเพิ่มเติมเพื่อขยายโครงการต่อเนื่องอีก
อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

ธุรกิจอสังหาฯ

มีนาคม 11, 2009

อสังหาฯ ปรับสูตรธุรกิจเน้นโครงการเล็ก-ขายเร็วผู้ประกอบการอสังหาฯ รายเล็ก-กลาง พลิกตำราบริหารต้นทุน หันจับโครงการเล็ก ใช้เม็ดเงินลงทุนต่ำ สร้างเร็ว-ขายเร็ว ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ รับมือวิกฤติการเมือง-เศรษฐกิจ

ความเสี่ยงจากปัจจัยลบในตลาดทั้งวิกฤติการเมือง การเงิน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กที่ต้องเร่งปรับตัวขนานใหญ่อีกระลอกเพื่อความอยู่รอด

นายสุรินทร์ องค์วาสิฎฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส.แอล.เอสเตท จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจพัฒนาที่ดินใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยลบในตลาด

โดยเน้นซื้อที่ดินพัฒนาโครงการขนาดเล็ก เนื้อที่ประมาณ 15-20 ไร่ พัฒนาจำนวน 200 หน่วย ซึ่งจะใช้เงินทุนหมุนเวียนไม่เกิน 150 ต่อโครงการ ทดแทนการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งเดิมมีแผนซื้อที่ดินขนาด 50-100 ไร่ ก่อสร้างจำนวน 500 หน่วย

การปรับลดขนาดการพัฒนาโครงการนอกจากจะใช้เงินทุนหมุนเวียนต่ำแล้ว ยังทำให้กำหนดระยะเวลาพัฒนาโครงการชัดเจน อยู่ที่ประมาณ 18 เดือน

ล่าสุด มีแผนพัฒนาโครงการย่านเกษตร-นวมินทร์ เนื้อที่ 20 ไร่ ต้นทุนที่ดินที่พัฒนาเป็นคลัสเตอร์โฮมราคา 4.5-4.9 ล้านบาท การขายสินค้าในระดับราคาดังกล่าวต้นทุนที่ดินอยู่ที่ 2.5 หมื่นบาทต่อตร.ว. ขณะที่ต้นทุนก่อสร้างไม่เกิน 1 หมื่นบาทต่อตร.ม. หากควบคุมต้นทุนต่างๆ ดังกล่าวได้จะทำให้อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 12 %

“เวลานี้มีผู้ประกอบการที่ซื้อที่ดินไว้แล้วถอดใจไม่ทำเพราะแบกรับความเสี่ยงไม่ไหว แบงก์ไม่ปล่อยกู้โครงการ ทางออกก็คือนำที่ดินที่ซื้อไว้มาขายจึงทำให้ต้นทุนที่ดินที่จะซื้อมีราคาถูกลง“ นายสุรินทร์กล่าว

ตัวอย่างที่ดิน ย่านเกษตร-นวมินทร์ ก่อนหน้านี้มีราคาขายประมาณ 3 หมื่นบาทต่อตร.ว. แต่ขณะนี้ปรับระดับลงเหลือ 2 หมื่นบาทต่อ ตร.ว.

ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้ปรับลดขนาดพื้นที่ขาย จากเดิมบ้านเดี่ยวที่เปิดขาย เนื้อที่ตั้งแต่ 100 ตร.ว.ราคาขายเริ่มต้น 11-12 ล้านบาท ปรับลดเหลือแปลงละ 60 ตร.ว. ราคาขายเริ่มต้น 6.7 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ

ด้านนางชลิตา อังสนันรัตนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท บ้านอังสนา จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้ต้นทุนก่อสร้างเพิ่มขึ้นกว่า 25% จากเดิมคาดค่าก่อสร้างอยู่ที่ 400 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทได้แก้ปัญหาด้วยการปรับราคาขายขึ้น 10 % เพื่อชดเชยค่าก่อสร้างและรักษาอัตรากำไรให้อยู่ในระดับ 25 % ขณะเดียวกันเน้นควบคุมต้นทุนการก่อสร้าง ลดความสูญเสีย เร่งงานก่อสร้างให้เสร็จตามกำหนด
อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

‘แอสคอน คอนสตรัคชั่น’

มีนาคม 11, 2009

ยุทธการเพิ่มมูลค่า ‘แอสคอน คอนสตรัคชั่น’

ยุทธศาสตร์การเพิ่มมูลค่าหุ้น บมจ.แอสคอน คอนสตรัคชั่น “รอบสอง” บิ๊กบอส พัฒนพงษ์ ตนุมัธยา ยอมรับว่า สลัดภาพหุ้น “เจ๊แดง” ไม่หลุด

พร้อมให้ความเชื่อมั่นใครกล้าเก็บหุ้น ASCON เหมือนได้ของถูก ภายหลังปรับแผนธุรกิจใหม่เน้นขายอสังหาริมทรัพย์ และรุกงานต่างประเทศ

ในอดีตการเติบโตของแอสคอน ถูกมองว่าต้องพึ่งพา “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ โดยมีร่องรอยเคยเปิดทางให้กลุ่มวงศ์สวัสดิ์ เข้ามาถือหุ้นใหญ่ 19.6% (เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2547) แต่ถอนการลงทุนออกไป เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2548 โดยขายหุ้นให้กับกลุ่มวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์
ต่อมา พัฒนพงษ์ ก็เปิดทางให้ ทวีฉัตร จุฬางกูร เข้ามาถือหุ้นใหญ่ ASCON เป็นสามขาร่วมกับกลุ่มตัวเอง และกลุ่มวิไลลักษณ์ ถนัดจากนั้นไม่นานก็ขายหุ้นให้ เลแมน บราเดอร์ส (ยุโรป) เข้ามาถือหุ้น 7.5% (ปัจจุบันมีชื่ออยู่ใน NVDR) เป็นการระดมทุนเพื่อเปิดเกมรุกครั้งใหญ่

โดยมีข้อตกลงกันว่า แอสคอนจะเปิดทางให้เลแมน บราเดอร์ส เข้ามาถือหุ้นทั้งสิ้น 15% โดยการซื้อหุ้นจากกลุ่มตนุมัธยาและวิไลลักษณ์ แต่เมื่อถึงเวลาเลแมนกลับเบี้ยวไม่มาใช้สิทธิตามที่ตกลง ก่อนจะ “ล้มละลาย” เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา

เป็นที่น่าสังเกตว่า นับตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบันผลการดำเนินงานของแอสคอนย่ำแย่ลงอย่างมาก พร้อมกับความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างก็มีลดน้อยลง จนพัฒนพงษ์ต้องมองหายุทธศาสตร์ใหม่เพื่อออกไป “โตนอกบ้าน” แทน ขณะเดียวกันหุ้น ASCON ก็สลัดภาพ “หุ้นการเมือง” ไม่ออก จนไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว

พัฒนพงษ์ ตนุมัธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอสคอน คอนสตรัคชั่น กล่าวยอมรับกับ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า ทุกวันนี้หุ้น ASCON ก็ยังสลัดภาพหุ้นการเมืองไม่หลุด แม้ที่ผ่านมาจะพยายามปฏิเสธความสัมพันธ์ว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วก็ตาม

“ต่อไปเราจะดีด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องเพิ่งบารมีของใคร แล้วมันผิดด้วยหรือที่เราจะรู้จักผู้ใหญ่ที่น่าเคารพอย่าง “เจ๊แดง” ได้โปรดอย่าพยายามนำเราไปพัวพันกับนักการเมืองเลย”

สำหรับการทำธุรกิจของแอสคอนหลังจากนี้ พัฒนพงษ์ ระบุว่า ได้ปรับยุทธศาสตร์การทำธุรกิจใหม่ จากเดิมสัดส่วนรายได้เกือบ 100% จะมาจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง รวมทั้งงานภาครัฐ แต่จากนี้จะมีการแตกไลน์ธุรกิจไปทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ด้วย

โดยการซื้ออาคารร้างแล้วนำกลับมาปรับปรุงใหม่ อาจปล่อยให้เช่า หรือขายขาด ซึ่งเชื่อว่าธุรกิจนี้จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกัน แอสคอนก็จะรุกงานก่อสร้างอาคารสูงในต่างประเทศมากขึ้น เพราะงานในประเทศหดตัวจากผลกระทบทางการเมือง และเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้งานก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจคของภาครัฐชะลอออกไป จนทำให้แผนงานของบริษัทพลาดเป้า

ซีอีโอ แอสคอน กล่าวถึงข้อดีของการปรับตัวเองจาก Construction มาเป็น Developer ว่า เพื่อกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ ที่ผ่านมา ได้ใช้เงินประมาณ 300-400 ล้านบาท ซื้ออาคารร้างมา 1 แห่ง นำมาปรับปรุงเป็นโครงการคอนโดมิเนียม ภายใต้ชื่อ The Inspire Rama IX สูง 19 ชั้น 2 ตึก จำนวน 650 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,600 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้กำไรจากโครงการนี้ประมาณ 30-35%

“วันนี้ ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างไม่ดี ถ้าเรายังนั่งทำงานแบบเดิมคงไม่มีอะไรกิน ภายในปีนี้ เรายังมีแผนซื้ออาคารร้างอีก 2-3 แห่ง ตอนนี้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวทำให้เจ้าของโครงการหลายแห่งเริ่มเร่ขายของ เพราะไม่มีเงินทำต่อ ผมเชื่อว่าในอนาคตธุรกิจนี้จะรุ่งได้ โดยเราตั้งเป้าว่าจะมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจนี้ประมาณ 20%”

แม้ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาแอสคอน จะขาดทุน 157 ล้านบาท แต่ผู้บริหารรายนี้ เชื่อว่า ทั้งปี 2551 จะสามารถพลิกกลับมามีกำไรแน่นอน ขณะเดียวกันอาจมีรายได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับก่อนที่มีรายได้ 1,426 ล้านบาท

ทั้งนี้ จะมีการรับรู้รายได้บางส่วนจากโครงการ The Inspire Rama IX ประมาณ 1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 2,000 ล้านบาท จะรับรู้รายได้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งขณะนี้มี Backlog ในมือ 4,000-5,000 ล้านบาท

เมื่อถามว่า เมื่อไรสถานะทางการเงินของแอสคอน จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ พัฒนพงษ์ ให้ความหวังว่า ในปี 2552 เชื่อว่า บริษัทจะมีงบการเงินสวยที่สุด โดยตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 5,000 ล้านบาท (ปีนี้ 3,000 ล้านบาท) โดยมองว่า ในปีหน้าสถานการณ์การเมือง และเศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้น งานสาธารณูปโภคของภาครัฐจะเริ่มเปิดประมูลกันอีกครั้ง

พร้อมทั้งยังตั้งความหวังอีกว่า ภายในสิ้นปีนี้ บริษัท “อาจ” มีงานในมือเพิ่มเข้ามาอีก 20,000 ล้านบาท ภายหลังเตรียมเซ็นสัญญาก่อสร้างอาคารสูงที่รัฐดูไบประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (เคยมีข่าวว่าเป็นอาคารพักอาศัยสูง 12 ชั้น 20 อาคาร ใช้เวลาในการก่อสร้าง 30 เดือน มีกำไรขึ้นต้น 20% คาดว่ามีกำไรสุทธิ 5-10%) และงานที่ประเทศไต้หวัน ซึ่งจะสามารถทยอยรับรู้รายได้นานถึง 3 ปี

“ตั้งแต่ปีหน้า (2552) เป็นต้นไป เราคาดว่าธุรกิจทั้งหมดของแอสคอนจะมีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้น เพราะในช่วงที่เราเก็บตัวเงียบ (มาพักใหญ่) ได้ปรับเปลี่ยนธุรกิจ เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน และอนาคตมากขึ้น”

บอสใหญ่ แอสคอน ยังบอกด้วยว่า เป้าหมายรายได้ 10,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี (ไม่เกินปี 2555) ยังเหมือนเดิมทุกประการ และใครที่ซื้อหุ้น ASCON วันนี้ “เหมือนได้ของถูก”

ถ้าอนาคต คือ สิ่งที่ไม่แน่นอน เป้ารายได้ “หมื่นล้าน” ก็ยังเป็นเพียง “ความฝัน” ในราตรีของ พัฒนพงษ์ ตนุมัธยา ตราบใดที่วันนั้นยังมาไม่ถึง
อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

ต้นทุนพุ่ง!! เจ้าของอพาร์ทเมนท์ดิ้น หันลงทุนคอนโดฯ ระดับล่าง ลดสเปก

มีนาคม 11, 2009

ต้นทุนพุ่ง!! เจ้าของอพาร์ทเมนท์ดิ้น หันลงทุนคอนโดฯ ระดับล่าง ลดสเปก
วิกฤติต้นทุนก่อสร้าง ดันเจ้าของอพาร์ทเมนท์ในเมืองขยายพอร์ต ด้วยรูปแบบใหม่ ซื้อคอนโดฯ เกาะแนวรถไฟฟ้า ภายใต้กลยุทธ์ดาวกระจาย หลายโครงการ หลายทำเล เพิ่มอัตราเช่า ได้ค่าเช่าสูงขณะที่ชานเมือง ผุดราวดอกเห็ด รับดีมานด์ชุมชนงาน นักศึกษา แต่หั่นสเปกยกชุด บางรายถึงกับแบ่งซอยห้องเช่า เพื่อเพิ่มรายได้ เพราะขึ้นค่าเช่าไม่ได้

แม้ว่าราคาเหล็ก วัสดุก่อสร้างหลัก จะลดความร้อนแรงลง ราคาในบางวันลดลงมาไม่ถึง 40 บาทต่อกิโลกรัม เทียบจากช่วงก่อนหน้านี้ ที่ในบางวันขยับขึ้นไปสูงถึง 45 บาทต่อกิโลกรัม แต่บรรดาผู้รับเหมายังคงมองว่า ราคายังไม่อยู่ในภาวะที่น่าไว้ใจได้ว่า จะนิ่งจนสามารถควบคุมอยู่ และยังมองว่า ราคายังขึ้น – ลง อย่างผันผวน รวมถึง วัสดุก่อสร้างรายการอื่นๆ ที่ทยอยปรับขึ้นตามกลไกของวัตถุดิบที่สูงขึ้นตามตลาด ตามราคาน้ำมัน ตามความต้องการ

ราคาเหล็ก น้ำมัน ที่ลดลงมาเพียงไม่มากนัก จึงเทียบไม่ได้ หากราคาจะปรับขึ้นรวดเร็ว จนเกินจะรับไหวเช่นหลายเดือนก่อน เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มาตรฐานราคารับเหมาก่อสร้าง ยังคงอิงราคาอนาคตที่คาดว่าต้องสูงขี้น

ด้วยกระแสต้นทุนก่อสร้างอันร้อนแรงที่เกิดขึ้น ย่อมส่งผลกระทบไปยังหลายภาคส่วนของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับก่อสร้าง โดยวันนี้ หากเจาะลงมาที่ “ธุรกิจอพาร์ทเมนท์” โมเดลการลงทุนในภาคอสังหาฯ แบบระยะยาว ที่นักวิเคราะห์การลงทุนเริ่มมองว่า หากไม่มีเงินเย็น ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองแล้ว ไม่คุ้ม!!

เพราะค่าเช่าที่ได้รับไม่ครอบคลุมต้นทุน ค่าใช้จ่าย เท่าที่ควร โดยเฉพาะธุรกิจอพาร์ทเมนท์ในเมือง ต้องเจอกับ ปัญหา “ต้นทุนก่อสร้าง” และ “ต้นทุนที่ดิน” จากการแย่งชิงที่ดินสร้างคอนโดมิเนียมเกาะแนวรถไฟฟ้าของผู้ประกอบการรายใหญ่

ยุทธการดาวกระจายซื้อ “ห้องชุด” หลากทำเล ปล่อยเช่า

วันนี้ ผู้ประกอบการหลายรายที่ขายคอนโดฯ เริ่มเผยแนวโน้มที่น่าสนใจมาแล้ว โดยนายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า มีบรรดาเจ้าของอพาร์ทเมนท์เดิม ที่มีเงินทุน และต้องการขยายจำนวนห้องพักปล่อยเช่าในมือให้เพิ่มขึ้น ปรับกลยุทธ์หันมาซื้อ “ห้องชุด” ในคอนโดฯ แทนก่อสร้างอพาร์ทเมนท์แห่งใหม่

การลงทุนจะเป็นแบบซื้อ “ยกล็อต” ประมาณ 5-10 ห้องต่อโครงการ ขึ้นอยู่กับเงินทุนที่มีอยู่ และบางรายหากมีเงินมาก จะกระจายโครงการ กระจายทำเล ไม่จำเป็นต้องซื้อจำนวนมากนักในโครงการเดียว ซึ่งจะเป็นวิธีที่ทำให้ เจ้าของอพาร์ทเมนท์ มีห้องเช่าที่หลากหลายมากขึ้น และยังได้ห้องเช่าที่สามารถชูจุดขาย “เกาะแนวรถไฟฟ้า” ได้ด้วย

นายกสมาคมอาคารชุดไทย ยังให้ความคิดเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังเป็นเทรนด์ใหม่ของนักลงทุนรายย่อย หรือเจ้าของอพาร์ทเมนท์ที่กำลังจะเปลี่ยนไป การเลือกลงทุนในคอนโดฯ หลายทำเล ทำให้มีโอกาสปล่อยเช่าได้สูงกว่าทั้งจำนวนผู้เช่า และอัตราค่าเช่า จากกลยุทธ์การกระจายทำเล สามารถกินตลาดได้กว้างกว่าทำเลเดียว อีกทั้ง อัตราค่าเช่าในห้องชุดที่ใกล้แนวรถไฟฟ้ายังสูงกว่าทำเลอพาร์ทเมนท์ทั่วไปด้วย

นอกจากนี้ ซิตี้ คอนโดฯ ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่ชูดจุดขายเรื่อง “ฟูลลี่ เฟอร์นิช” ตกแต่งให้เสร็จ เพียงยกกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในการตกแต่งล้วนเป็นสินค้าแบรนด์เนม ยิ่งทำให้นักลงทุนได้ห้องชุดที่มีเฟอร์นิเจอร์ครบชุด แม้ว่าต้นทุนต่อยูนิตอาจจะสูงขึ้น เฉลี่ยประมาณ 1.3 ล้านบาท

แต่ถ้าเทียบกับการสร้างใหม่อาจไม่แตกกันมากนัก หากต้องการได้ค่าเช่าในราคาสูง ประมาณ 9,000 – 9,500 บาทต่อเดือน การก่อสร้างเอง ก็ต้องใส่เฟอร์นิเจอร์ราคาแพงไปด้วยเช่นกัน อีกทั้ง การลงทุนในลักษณะนี้ มีข้อดีในเรื่อง มูลค่าที่สามารถเพิ่มขึ้นได้ตามความต้องการของตลาด

อย่างไรก็ตาม นายอธิป ให้ข้อมูลว่า สัดส่วนของผู้ซื้อห้องชุดเพื่ออยู่อาศัยเองในแต่ละโครงการยังเป็นสัดส่วนที่สูงอยู่ โดยแบ่งเป็น ซิ้อเพื่ออยู่เอง 60-70% นักลงทุนต่างๆ 15-20% และเก็งกำไร ประมาณ 20% จึงมั่นใจว่าตลาดนี้ยังไม่เกิดฟองสบู่แตก

เปิดกล…เจ้าของอพาร์ทเมนท์ปรับสเปค

ขณะที่การลงทุนธุรกิจอพาร์ทเมนท์ในเมืองอาจปรับรูปแบบไป แต่อพาร์ทเมนท์ ระดับกลาง – ล่างบริเวณชานเมือง รอบกรุงเทพฯ ใกล้โรงงาน นิคมอุตสาหกรรม แหล่งชุมชนงาน สถาบันการศึกษา เช่น ย่านธัญบุรี, ย่านคลองหก, ย่านบางปู, ย่านอ้อมน้อย อ้อมใหญ่ ช่วงรอยต่อไปนครปฐม ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนเรียกได้ว่า ผุดขึ้นรวดดอกเห็ด

แต่อพาร์ทเมนท์กลุ่มนี้ ก็มีวิธีการในการปรับตัวรับกับภาวะต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยแหล่งข่าวจากผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างรายย่อยกลุ่มหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า งานก่อสร้างอพาร์ทเมนท์ยังมีเข้ามาไม่หยุด โดยแบ่งเป็นตลาดระดับกลาง เจาะกลุ่มนักศึกษา ทำเลใกล้สถาบันการศึกษานอกเมือง และตลาดระดับล่าง เจาะกลุ่มพนักงานที่ทำงานในโรงงาน ในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีวิธีการในการรับมือกับเรื่องค่าก่อสร้างขึ้นที่คล้ายกัน คือ การลดต้นทุนในส่วนที่สามารถลดได้

“ในส่วนของโครงสร้างที่มีเหล็กเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นมากที่สุด ต้องยอมรับ และคงสเปกเดิม กำหนดให้ใช้เท่าไร เป็นไปตามนั้น เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงของการใช้อาคาร แต่วัสดุอื่นๆ มันมีทางเลือกของคุณภาพที่หลากหลาย อันนี้เราเลือกได้ เพราะไม่เป็นอันตรายกับผู้พักอาศัย” แหล่งข่าวจากกลุ่มผู้รับเหมากล่าว

สำหรับอพาร์ทเมนท์ที่เจาะกลุ่มนักศึกษา สามารถตั้งค่าเช่าที่สูงได้ แต่ก็ยังต้องคุมต้นทุน ซึ่งอาจไม่มากเท่ากับงานก่อสร้างของอพาร์ทเมนท์เจาะตลาดล่าง ที่ต้องคุมต้นทุนให้ได้ดีที่สุด เพราะปล่อยเช่าได้เพียง เดือนละไม่เกิน 2,000 บาท หรือในบางแห่งที่พนักงานในย่านนั้นมีรายได้น้อยมาก เจ้าของอพาร์ทเมนท์จะได้ค่าเช่าไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน แต่ทำห้องเล็ก และใช้ห้องน้ำร่วมกัน

หั่นต้นทุน “วัสดุภายใน” ยกชุด-แบ่งซอยห้องพัก

ผู้รับเหมาจากงานก่อสร้างอพาร์เมนท์ ย่านบางนา เล่าให้ฟังว่า มีงานสร้างอพาร์ทเมนท์ ย่านบางนาที่เพิ่งส่งมอบ เป็นโครงการที่สร้างตั้งแต่ปี 2549 และเพิ่งแล้วเสร็จ เป็นอพาร์ทเมนท์ ความสูง 5 ชั้น ไม่มีลิฟท์ จำนวน 49 ห้อง ซึ่งเป็นช่วงที่ต้นทุนก่อสร้างไม่สูงนัก เจ้าของใช้เงินลงทุนเฉพาะค่าก่อสร้างประมาณ 12 – 13 ล้านบาท หากรวมค่าตกแต่งและที่ดินแล้ว จะอยู่ที่ประมาณ 18 ล้านบาท เฉลี่ยต้นทุนต่อห้องอยู่ที่ 3.6 แสนบาท ปล่อยเช่าเดือนละ 2,500-2,900 บาท

“แต่ถ้าปัจจุบันในแบบที่คล้ายกัน ไม่สามารถก่อสร้างได้ตามต้นทุนดังกล่าวแล้ว เพราะทุกอย่างขึ้นหมด ถ้าให้คิดต้นทุน ณ วันนี้ จากแบบที่กล่าวถึง ค่าก่อสร้าง จะสูงกว่าเดิม 20% แล้ว ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ค่าที่ดิน เจ้าของอพาร์ทเมนท์ใหม่ๆ จึงต้องลดต้นทุนกันหมด”

จากการสำรวจข้อมูลจากบรรดาผู้รับเหมาในตลาดอพาร์ทเมนท์ระดับล่าง ล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า โครงสร้างหลักที่เป็นเรื่องของความมั่นคง ความปลอดภัยในอาคาร ไม่มีการปรับลดสเปก แต่วัสดุภายในเกือบทั้งหมดเจ้าของอพาร์ทเมนท์จะสั่งให้เลือกใช้สินค้าที่มีราคาถูกลง หรือแบบในงานก่อสร้างก็จะเลือกใช้แบบขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสำนักงานเขต เพราะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าการจ้างออกแบบเอง

ข้อมูลที่ได้จากการสอบถามที่น่าสนใจ คือ แม้ในแบบจะกำหนดสเปกวัสดุก่อสร้างไว้ในระดับปานกลาง แต่ในงานก่อสร้างจริง ไม่ได้ใช้ตามสเปกที่กำหนดไว้ แต่จะปรับลดลงเพียงเล็กน้อย จนอาจไม่พบความแตกต่าง

และเมื่อสอบถามต่อไปว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐมาตรวจสอบหรือไม่ เพราะถือว่าผิดแบบ แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อยก็ตาม ทางผู้รับเหมา ตอบเพียงว่า ก็มีการตรวจสอบ แต่ก็เห็นว่าผ่านทุกครั้ง

ส่วนข้อมูลของการปรับเปลี่ยนสเปกที่กล่าวถึงนั้น เช่น

- เลือกใช้สุขภัณฑ์ ระดับล่าง ที่มีราคาถูกลง จากเดิมที่ถือว่าใช้ถูกอยู่แล้ว ก็เลือกใช้รุ่นที่ถูกลงอีก

- วงกบ ประตูพีวีซีห้องน้ำ (ไม่รวมลูกบิด) หันมาใช้ชุดที่มีราคาประมาณ 600 บาทต่อชุด จากเดิมที่ใช้ชุดละ 900 บาท

- ลดขนาดท่อประปา พีวีซี จากเดิมที่เคยใช้ความหนา 13.5 ชั้น เหลือ 8.5 ชั้น

- กระจก อะลูมิเนียม กระเบื้องพื้น ผนัง สี เลือกใช้คุณภาพที่ลดลง และมีราคาถูกลงมาก

- เลือกใช้แรงงานราคาถูก อย่างแรงงานต่างด้าว ค่าแรงวันละ 160 – 180 บาทต่อวัน ซึ่งหากเทียบกับแรงงานคนไทย ฝีมือดีปานกลาง จะอยู่ที่ 200 – 300 บาทต่อวัน หรือหากเป็นช่างฝีมือที่ดีมาก จะมีค่าแรง อยู่ที่ 500 บาทต่อวันหรือมากกว่านั้น

- ราวบันไดเหล็ก ในแบบอาจกำหนดไว้เป็น สแตนเลส แต่เปลี่ยนมใช้ราวเหล็กธรรมดา ซึ่งมีราคาถูกกว่ากันถึง 30-40% แล้วแต่รุ่น

- เลือกใช้สายไฟ ปลั๊กไฟ สวิตซ์ เตาเสียบราคาถูก จากในในสเปกตามแบบจะกำหนดไว้เป็นยี่ห้อที่มีราคาแพง (ยี่ห้อที่หน่วยงานราชการนิยมระบุไว้ให้ใช้)

- อุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ อย่าง เบรกเกอร์, หลอดไฟ, รางไฟ ก็ปรับลดสเปกลงมาใช้สินค้าราคาถูกที่ขายอยู่ในท้องตลาด

- รวมถึง วัสดุอื่นๆ เช่น แท้งค์น้ำ, ถังบำบัด ก็ต้องปรับคุณภาพให้ถูกลงด้วย

- ลดทางเดิน จากสเปก 1.5 เมตร เหลือ 1.2 เมตร ลดขนาดบันไดหลักให้เล็กลง เพื่อให้ได้อีก 1 ห้องในชั้นนั้น แต่บันไดหนีไฟ คงสเปกเดิม

- บางโครงการ ลดการลงทุน ด้วยการก่อสร้างไม่เกิน 5 ชั้น จะได้ไม่ต้องสร้างลิฟท์ เพื่อลดต้นทุนในส่วนนี้ลงไปสูงถึง 1 ล้านบาท (ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง)

หลังจากที่ได้พูดคุยกับบรรดาผู้รับเหมาก่อสร้างอพาร์ทเมนท์ระดับล่าง และได้ข้อมูลที่กล่าวมาแล้วนั้น ได้สอบถามกลับไปว่า สิ่งที่ผู้รับเหมาทำอยู่ ถือเป็นการปรับลดสเปกหรือไม่

ผู้รับเหมาอาวุโสรายหนึ่ง ตอบว่า “อย่าเรียกว่า ปรับลดสเปกเลย เรียกว่า หันมาเลือกใช้สินค้าอีกกลุ่มหนึ่งจะดีกว่า ในโลกนี้ ทุกอย่างชดเชยกัน ได้อย่างต้องเสียอย่าง อยากได้ของที่ถูกลง ก็ต้องยอมรับกับคุณภาพที่จะได้รับ”

ส่วนผู้รับเหมาอีกกลุ่มที่เพิ่งรับงานใหม่ เป็นงานปรับปรุงห้องแถว ให้ข้อมูลว่า ค่าก่อสร้างที่สูงขึ้น ทำให้เจ้าของอพาร์ทเมนท์ ราคาถูก อย่างเดือนละ 900 บาท หันมาปรับปรุงห้องแถวเก่า แล้วนำมาปล่อยเช่าราคาถูก ใช้ห้องน้ำร่วมกัน หรือแบ่งซอยห้องพักเดิมที่มีขนาดใหญ่ ให้เล็กลง เพื่อเพิ่มจำนวนห้อง เพิ่มรายได้ เพราะไม่สามารถปรับค่าเช่าห้องพักเดิมได้

เจ้าของรับเหมารายนี้ ทิ้งท้ายเพียงว่า บางครั้งเจ้าของอพาร์ทเมนท์ ก็ไม่ได้สนใจว่า คุณภาพชีวิตของผู้เช่าจะเป็นเช่นไร ห้องจะแคบไปไหม อึดอัดมากเกินไปหรือไม่ เป็นสิ่งที่ผู้เช่าต้องแบกรับไว้เอง

ดูเหมือนว่า คนที่มีรายได้น้อยจะไร้ทางเลือกในคุณภาพชีวิตที่ได้รับ ภายใต้ค่าครองชีพรอบตัวที่เพิ่มขึ้น

อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

“ถนนกีบหมู” ทำเลทองตลาดแรงงานต่างด้าว

มีนาคม 10, 2009

“ถนนกีบหมู” ทำเลทองตลาดแรงงานต่างด้าว
จากการที่ได้ลงพื้นที่สำรวจแรงงานต่างด้าวหลายแห่ง โดยเฉพาะบริเวณถนนสุเหร่าคลองหนึ่ง หรือย่านกีบหมู ในเขตคลองสามวาพบว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งแรงงานรายวันที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ โดยจะมีผู้ใช้แรงงานออกมารอผู้รับเหมาก่อสร้างที่ริมถนนสุเหร่าคลองหนึ่ง ในตอนเช้าตรู่เป็นจำนวนมาก โดยแรงงานดังกล่าวจะมาจากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือเป็นส่วนมาก นอกจากนี้ยังมีแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชาปะปนอยู่ด้วย

ในทุก ๆ เช้าที่บริเวณริมถนนสุเหร่าคลองหนึ่ง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ถนนกีบหมู” ผู้คนที่สัญจรไปมาบนถนนสายนี้จะได้พบกับชีวิต ของคนกลุ่มผู้ใช้แรงงานกว่าพันคน ต่างยืนรอการจ้างงานอยู่ริมถนน โดยจะมีคนขับรถมาหาคนที่ต้องการจะจ้างงาน เช่น ช่างไม้ ช่างปูน ช่างสี และกรรมกร ซึ่งค่าจ้างก็จะอยู่ที่วันละ 250-300 บาท ส่วนช่างฝีมือก็จะอยู่วันละ 350 – 400 บาท และเมื่อเจรจาต่อรองเงินค่าจ้างได้แล้ว ผู้จ้างงานก็จะพาขึ้นรถกระบะไปทำงานตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ จนถึง 5 โมงเย็นก็จะมาส่งลงที่ถนนกีบหมู
จากการได้เข้าไปพูดคุย เราได้พบกับ นายบุญมา แจะแส ผู้นำชุมชนสุเหร่าคลองหนึ่ง หมู่ 11 ได้เล่าให้ฟังว่าถึงความเป็นมาของชุมชนสุเหร่าคลองหนึ่ง เมื่อก่อนนั้นแถวนี้เขาเรียกกันว่า “กีบหมู” มาจากเสียงเรียกที่เพี้ยนมาจากชื่อ “ปลีกหมู” ซึ่งตอนนั้นได้มีชาวมุสลิม จากปัตตานีอพยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่แถวมีนบุรี และคันนายาว แล้วมีคนกลุ่มหนึ่งตั้งบ้านเรือน อยู่บริเวณคลองกีบหมู เขตคลองสามวา แต่เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในท้องถิ่น นับถือศาสนาอิสลาม และมีมัสยิดยามีอะห์ เป็นศูนย์กลางชุมชนติดกับคลองหนึ่ง จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สุเหร่าคลองหนึ่ง” เพื่อให้เหมาะควรกับความเป็นชุมชนมุสลิม

นายบุญมา แจะแส กล่าวว่า ปัจจุบันมีแรงงานเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยมีแรงงานกว่า 3,000 คน ซึ่งส่วนมากจะเป็นแรงงานชาวอีสาน ชาวเหนือ และจะมีแรงงานต่างด้าวอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเท่าที่สังเกตดูจะเป็นแรงงานชาวลาว และเขมรมากที่สุด ส่วนชาวพม่านั้นในย่านกีบหมูจะมีจำนวนไม่มากนัก

แรงงานต่างด้าวในย่านกีบหมูเหล่านี้จะอยู่รวมกันประมาณ 3-5 คน โดยอาศัยห้องเช่าราคาถูก ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในย่านนั้น ที่สำคัญแรงงานต่างด้าวเหล่านี้หากพวกเขาไม่บอกก็จะไม่รู้ว่าเป็นแรงงานต่างด้าว สามารถพูดภาษาไทยได้อย่างชัดเจน บางรายมาทำงานอยู่เมืองไทยเป็นเวลาหลายปี

สำหรับรูปแบบการหางานก็ไม่มีอะไรซับซ้อน คนงานกลุ่มนี้จะนำเอาอุปกรณ์เครื่องมือก่อสร้างเท่าที่จะหาได้ เพื่อแสดงตนว่าเป็นแรงงานฝีมือสาขาอะไร ยืนถือติดตัวรอผู้ว่าจ้างอยู่ริมถนน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการจ้างงานแบบเร่งด่วน ซึ่งค่าจ้างแล้วแต่ทั้งสองฝ่ายจะต่อรองกันเอง คนจ้างอาจจะมารับคนงานเพียงหนึ่งคนหรือเป็นกลุ่มก็ได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน
ายบุญมา กล่าวอีกว่า แรงงานต่างด้าวที่ย่านกีบหมูเหล่านี้ จะไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน เพราะยังไม่มีการสำรวจ และพวกเขาจะไม่กล้าเปิดเผยตัวเองมากนัก จะรู้กันเฉพาะในกลุ่มแรงงานด้วยกันเท่านั้นว่า พวกเขาคือแรงงานต่างด้าว มีหลายครั้งที่ผู้รับเหมามารับคนงานเหล่านี้ไปโดยไม่รู้ว่าเป็นแรงงานต่างด้าว เมื่อตำรวจตั้งด่านตรวจค้นรถก็เจอแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ที่ไม่มีใบอนุญาตก็โดนปรับเป็นจำนวนมาก
“ผมว่ากลุ่มแรงงานเหล่านี้น่าจะมีไม่น้อยกว่า 2,000 คน ส่วนใหญ่เช่าห้องพักอยู่ในชุมชนกีบหมู บ้างก็อยู่แบบเร่ร่อน แม้ว่าทำให้เศรษฐกิจภายในชุมชนเฟื่องฟู ร้านค้าต่างๆ มีรายได้เยอะ แต่กลับทำให้วัฒนธรรมของชาวมุสลิมต้องเสื่อมเสีย เพราะมีคนงานดื่มเหล้าแล้วทะเลาะวิวาท และยังลักเล็กขโมยน้อย เมื่อก่อนเคยขโมยของหลวงเช่น มิตเตอร์น้ำ สายไฟฟ้ารวมทั้งเสพยาบ้า แต่ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีเพราะชาวบ้านช่วยกันเป็นหูเป็นตา และจัดตั้งอาสาสมัครเป็นตำรวจบ้านคอยเฝ้าระวังไม่ให้พวกเขาสร้างปัญหาขึ้นอีก
“แรงงานต่างด้าวพวกนี้ ส่วนมากจะเป็นพวกหลบหนีเข้าเมือง ไม่มีใบอนุญาต แต่พวกเขาก็สามารถไปทำงานได้ และได้ค่าแรงมากพอกับคนไทย คือผู้ชายอย่างน้อยก็ 350 บาท ส่วนผู้หญิงก็ประมาณ 250-300 บาทต่อวัน เมื่อมีเถ้าแก่ หรือผู้รับเหมามารับคนงาน แรงงานต่างด้าวเหล่านี้ก็จะผสมรวมไปกับแรงงานไทย แต่ก็มีบ่อยครั้งที่ถูกตำรวจจับ”
ผมอยากบอกไปถึงผู้รับเหมาที่จะมารับแรงงานที่กีบหมูด้วยว่า ก่อนที่ท่านจะเอาคนงานไป ทางที่ดีต้องให้เขาแสดงบัตรก่อนว่าเป็นคนไทยหรือไม่ เพราะแรงงานต่างด้าวเหล่านี้จะพูดไทยได้ และมักจะบอกว่าเป็นคนในจังหวัดที่อยู่ติดชายแดน เช่น อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ เป็นต้น หากตำรวจตรวจเจอมีสิทธิ์โดนปรับแพงมาก เกิดกรณีแบบนี้กับนายจ้างบ่อยครั้งมาก ทำให้ชุมชนเสื่อมเสียชื่อเสียง”

ขณะที่ นายไพโรจน์ สุดใจ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตคลองสามวา เจ้าของพื้นที่ย่านกีบหมู ซึ่งเป็นแหล่งขายแรงงานที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของกทม. กล่าวปฏิเสธว่า ในพื้นที่เขตคลองสามวา อาจจะมีแรงงานต่างด้าวแอบแฝงอยู่จริง แต่การตรวจสอบทำได้ยากเพราะไม่มีใครยอมรับว่าเป็นแรงงานต่างด้าว ซึ่งสาเหตุที่มองกันว่า เขตคลองสามวามีแรงงานต่างด้าวมากนั้น ข้อเท็จจริงเป็นเพียงแรงงานอพยพจากจังหวัด บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ที่มารวมตัวกันอยู่ที่แฟลตการเคหะ ถนนรามอินทรา ย่านสุเหร่าคลองหนึ่ง ซึ่งแรงงานเหล่านี้จะพูดภาษาท้องถิ่นหรือภาษาเขมร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นแรงงานต่างด้าว

อย่างไรก็ตามเขตเคยร่วมกับสน.บางชัน เข้าไปจัดระเบียบในแฟลตการเคหะดังกล่าวมาแล้ว ไม่พบแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายจริงๆ และได้จดทะเบียนราษฎร ไว้แล้วในส่วนนี้ จากการสอบถามแรงงานเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะทำงานในหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในพื้นที่เขตคลองสามวา ในอนาคตได้เตรียมที่จะเปิดเขตคลองสามวาให้เป็นตลาดแรงงานต่างด้าวแบบเสรี

อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

การก่อสร้างอาคารด้วยบล็อกประสาน

มีนาคม 10, 2009

การก่อสร้างอาคารด้วยบล็อกประสาน” ทางเลือกใหม่ในยุคน้ำมันแพง
คุยกับคุณ วุฒินัย กกกำแหง เจ้าหน้าที่ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี สู่ชนบท สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

ความเป็นมาของเทคโนโลยีบล็อกประสานนั้นเริ่มต้นจากงานวิจัยในห้องปฎิบัติการ มีทรายค่อนข้างสูง นำมาผสมกับซีเมนต์แล้วทำการอัดขึ้นรูปด้วยเครื่องอัดที่เรียกว่า Cinva – Ram ซึ่งเป็นเครื่องอัดมือโยกจะได้ แท่งดินก่อสร้าง (Soil Block) ซึ่งต่อมาเรียกว่า บล็อกดินซีเมนต์ (Soi l -ปริมาณ (Cement Block) มีลักษณะเป็นดินก้อนตันขนาดค่อนข้างใหญ่ (15*30*10 ซม.) และมีน้ำหนักมาก ก้อนหนึ่งหนัก 8-7 กก. ทำหน้าเป็นทั้งผนัง และโครงสร้างไปพร้อมกัน ในปี 2513 – 2526 งานบล็อกซีเมนต์ถูกนำไปเผยแพร่โดยสาขาวิจัยอุตสาหกรรมก่อสร้างของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ให้แก่ประชาชนที่สนใจ และนำไปใช้ในโครงการการพัฒนาชนบทต่างๆ ทั้งของสถาบันเองและองค์กรพัฒนาอื่นๆ
ปี 2527 มีการปรับปรุงจากที่เป็นดินซีเมนต์ก้อนตันมาเป็นรูปแบบที่มีเดือนล็อกเพื่อช่วยให้ก่อง่ายขึ้น และปรับขนาดก้อนให้เล็กลงเป็น 12.5*25.0*10.0 ซม. ทำให้น้ำหนักเบาขึ้นเชื่อมติดกันด้วยปูนทรายเหลวแทนการใช้ปูนก่อทั่วไป เรียกว่า อินเตอร์ล็อกกิ้งบล็อก (Interlocking Block) และมีการพัฒนารูปแบบต่อมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันกระทั่งในปี 2541 ได้มีการใช้บล็อกดินซีเมนต์ (อินเตอร์ล็อกกิ้งบล็อก) กันอย่างแพร่หลาย ทำให้เกิดการเรียกชื่อที่แตกต่างกันออกไปมากมาย จึงได้มีการกำหนดชื่อเรียกบล็อกประเภทนี้ว่า บล็อกประสาน และใช้กันต่อมาจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขว้างถึงปัจจุบันนี้
บล็อกประสานคืออะไร : บล็อกประสานคือวัสดุก่อรับน้ำหนักที่ได้ทีการพัฒนารูปแบบให้มีรู และเดือยตรงตัวบล็อก เพื่อให้สะดวกในการก่อสร้าง โดยเน้นการใช้วัตถุดิบในพื้นที่ได้แก่ ดินลูกรัง หินฝุ่น ทราย หรือวัสดุเหลือทิ้งต่าง ๆ ที่มีตามความเหมาะสม นำมาผสมกับปูนซีเมนต์ และน้ำในอัตราส่วนที่เหมาะสม อัดเป็นก้อนด้วยเครื่องอัดแล้วนำมาบ่มให้บล็อกแข็งตัวประมาณ 7 วัน จะได้คอนกรีตบล็อกที่มีความแข็งแกร่งมีรูปลักษณะพิเศษ
ที่สามารถใช้ได้อย่างรวดเร็วสวยงาม และประหยัดกว่างานก่อสร้างทั่วไป

บล็อกประสานสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามลักษณะการใช้งาน
1. บล็อกตรงหรือทรงสี่เหลี่ยมใช้สำหรับก่อสร้างอาคาร
2. บล็อกโค้งใช้สำหรับก่อสร้างถังเก็บน้ำ (15*30*10 ซม.)
วัสดุที่เหมาะสมสำหรับทำบล็อกประสาน จะมีมวลรวมละเอียดของตัวบล็อกเล็กกว่า 4 มม. ได้แก่ ดินลูกรัง หินฝุ่น ทราย และเถ้าลอย จากโรงงานไฟฟ้าโดยมวลรวมละเอียดที่ใช้ควรแบ่งตามมาตรฐานการแบ่งคุณภาพดิน และมวลรวมสำหรับงานก่อ สร้างทางหลวงคือ มีฝุ่นดินไม่เกินร้อยละ 35 โดยน้ำหนัก หรือทดสอบเบื้องต้นได้โดยนำดินใส่ขวดครึ่งหนึ่งเติมน้ำแล้วเขย่าให้เข้ากัน สังเกตุส่วนที่ตกตะกอนทันทีแล้วขีดเส้นไว้ รอตะกอนตกทั้งหมดจนน้ำใสวัดตะกอนฝุ่นแล้วไม่ควรมีค่าเกินร้อยละ 15 โดยปริมาตร แต่กรณีที่วัตถุดิบมีมวลหยาบอยู่มากสามารถใช้เครื่องบดร่อนให้ผิวบล็อกเรียบขึ้นได้
ปูนซีเมนต์สำหรับบล็อกประสาน จะใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ (ปูนโครงสร้าง) ทำให้ก้อนบล็อกประสานมีความแข็งแกร่ง ทนทานต่อการกัดกร่อนของน้ำได้ดีกว่าใช้ปูนซีเมนต์ผสม (ปูนก่อฉาบ) อัตราส่วนผสมส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปูนซีเมต์ต่อมวลรวมประมาณ 1: 6 ถึง 1: 7 โดยน้ำหนัก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของมวลรวมด้วย

เครื่องอัดบล็อกประสาน/แรงคน เป็นเครื่องอัดโดยอาศัยแรงคนแบบมือโยกใช้การทดแรงแบบคานงัดคานดีด จะสามารถผลิตได้วันละประมาณ 400-800 ก้อน ขึ้นอยู่กับจำนวนแรงงานและความชำนาญ
ขั้นตอนการทำบล็อกประสาน วว. เตรียมดินที่เหมาะสมกำหนดสัดส่วนหากวัตถุดิบมีความชื้นมากควรนำไปตากให้แห้ง และเก็บในที่ร่มเสมอ หากดินมีก้อนใหญ่หรือมวลหยาบมากควรใช้เครื่องบดร่อนก่อนจะนำไปกองเก็บในที่ร่มเพื่อรอการผลิตต่อไป ในขั้นตอนของการผสมนั้นควรผสมดินแห้ง หรือมวลรวมกับซีเมนต์ให้เข้ากันก่อนแล้วค่อยเติมน้ำสะอาดโดยใช้ฝักบัว หรือหัวฉีดพ่นให้เป็นละอองกว้างจากนั้นจึงเอาเข้าเครื่องอัดโดยตวงวัดหน่วยเป็นน้ำหนัก ควรใช้ส่วนผสมให้หมดภายใน 30 นาที หลังจากผสมน้ำเพื่อป้องกันปูนก่อตัวก่อนอัดขึ้นรูป จากนั้นผึ่งในที่ร่มอย่างน้อย 1 วันจึงเริ่มบ่ม

วิธีการบ่ม หลังจากนำมาจัดเรียงในที่ร่มครบ 1 วันแล้ว ให้เริ่มบ่มด้วยการฉีดน้ำรดให้ชุ่ม คลุมด้วยผ้าพลาสติกไม่ให้ไอน้ำระเหยออก ทิ้งไว้อีก 6 วัน จนครบ 7 วัน ตัวบล็อกประสานจะมีความแข็งแรงพร้อมจำหน่าย หรือใช้งานได้
เครื่องอัด/ไฮดรอลิก เป็นเครื่องอัดอุตสาหกรรมขนาดย่อมใช้มอเตอร์เป็นตัวขับน้ำมันสร้างแรงดันในท่อไฮดรอลิก ซึ่งสามารถผลิตได้วันละประมาณ 1000 -1300 ก้อน เนื่องจากอัดได้ครั้งละ 2-4 ก้อน

การก่อสร้างอาคารบล็อกประสานโดยใช้ระบบผนังหรือเสาบล็อก
ทำให้ประหยัดงบประมาณการก่อสร้างมากกว่าการก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีระบบฐานรากและหลังคาแบบทั่วไป ดังนี้

1. ระบบผนังรับน้ำหนัก (Bearing Wall) การถ่ายน้ำหนักต่างๆ ที่กระทำในอาคาร และแรงภายนอกที่มากระทำต่ออาคาร ในระบบบเสาคานทั่วไปน้ำหนักต่างๆ จะถ่ายลงสู่คาน และคานถ่ายน้ำหนักลงสู่เสา จากเสาก็จะถ่ายน้ำหนักลงสู่ส่วนฐานราก แต่ในกรณีของระบบผนังรับน้ำหนักที่ก่อจากบล็อกประสาน แรงทั้งหมดจะถ่ายลงสู่ก้อนบล็อก โดยจะกระจายน้ำหนักสู่บล็อกแต่ละก้อนเท่าๆ กันไล่ลงมาเรื่อยๆ ตามลำดับจนกระทั่งลงมาถึงส่วนของฐานรากทำให้รับน้ำหนักได้ดี ต้านทานแรงกระทำต่างๆ ได้ดี การทรุดตัวของบ้าน, ดิน ต่ำ

2. ระบบฐานราก ในระบบบเสาคานทั่วไปน้ำหนักต่างๆ จะถ่ายลงสู่ฐานรากเป็นจุด (Point Load) จึงต้องออกแบบให้รองรับน้ำหนักที่กดลงจุดที่พบทั่วๆ ไปคือ ฐานรากตื้น (Shallow Foundation) และฐานรากเสาเข็ม (Pile Foun -dation) แต่ระบบผนังรับน้ำหนักนั้น บล็อกทุกก้อนจะช่วยกันรับน้ำหนักตัวอาคาร ดังนั้นน้ำหนักที่ถ่ายลงสู่ชั้นฐานรากที่ใช้จึงมีความหลากหลายมากกว่า เช่น ฐานรากแผ่ (Mat Foundation) และฐานรากตามยาว (Strip Footing) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม

3. ระบบพื้น พื้นที่ใช้ในระบบอาคารผนังรับน้ำหนักนั้นเป็นพื้นหล่อในที่ (Cast-in-Place Slab) ต้องมีการเสริมเหล็กอย่างถูกต้อง เพื่อให้เกิดการส่งถ่ายแรง และเกิดการยึดรั้งผนังทุกด้านเข้าไว้ด้วยกันอย่างแน่นหนา ผลของการยึดรั้งจะส่งผลถึงค่าสัดส่วนความสูงชะลูด (ความสูงของผนัง/ความกว้างของผนัง) ในการออกแบบอาคารบวกกับการหล่อแบบไดอะแฟรม (Diaphragm) ที่จะใช้การยึดปลายผนังต่างๆ เข้าด้วยกันโดยอาศัยจุดเชื่อมต่อระหว่างผนังแต่ละด้าน ซึ่งต้องเสริมเหล็กช่วยในการถ่ายแรงเพื่อให้มีความเหนียวเพียงพอ

ภาพรวมของธุรกิจบล็อกประสานในปัจจุบัน มีความเป็นธูรกิจมากขึ้น สังเกตุได้จากขนาดของโรงงานผลิตนั้นเปลี่ยนจากขนาดเล็กมาเป็นโรงงานที่ลงทุนเบื้องต้นด้วยเงินหลายล้านบาทนั้น ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้น มีความพร้อมในด้านอุปกรณ์ ด้านเครื่องจักร เครื่องมือ – พาหนะในการขนส่งผลิตภัณฑ์ และความพร้อมทางด้านเงินทุนหมุนเวียนมากกว่าอดีต เนื่องจากผู้ประกอบการมีความมั่นใจในตลาดมากขึ้น โดยอัตราการเติบโตของโรงงานในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ประกอบกับธุกิจบล็อกประสานเป็นธุรกิจขนาดเล็กโดยธรมชาติที่ต้องอ้างอิงอยู่กับแหล่งวัตถุดิบ แต่ถ้าดูจากการเติบโตของโรงงานยังอยู่ในอัตราที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าให้เห็นว่าธุรกิจบล็อกประสานนั้นเป็นที่ต้องการในตลาดมากขึ้น ซึ่งหมายถึงความก้าวหน้าในการประกอบอาชีพนี้ก็มีมากเช่นกันในอนาคต

อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

แอมเพิลไลท์

มีนาคม 10, 2009

แอมเพิลไลท์ ขึ้นแท่นผู้ผลิตหลังคาและผนังโปร่งแสงคุณภาพอันดับหนึ่งเอเชีย

แอมเพิลไลท์ ไฟเบอร์กลาส (ประเทศไทย) เดินหน้าขยายโรงงาน เพิ่มกำลังการผลิตเต็มที่ หลังได้รับอานิสงค์จากเติบโตของภาคอุสาหกรรมและที่อยู่อาศัยในเอเชียโต ส่งผลยอดออร์เดอร์พุ่ง พร้อมทั้งขึ้นแท่นเป็นเบอร์หนึ่งผู้ผลิตหลังคาและผนังโปร่งแสงในภูมิภาคเอเชีย
นายชัย มนูญพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอมเพิลไลท์ ไฟเบอร์กลาส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายหลังคาและผนังโปร่งแสงคุณภาพสูง กล่าวถึงความร่วมมือในการเสริมสร้างศักยภาพ และการผลักดันให้บริษัทฯ ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตหลังคาโปร่งและผนังโปร่งแสงอันดับหนึ่งของเอเชียว่า บริษัท แอมเพิลไลท์ไฟเบอร์กลาส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นการร่วมทุนระหว่างนักลงทุนไทย กับ บริษัท แอมเพิลไลท์ ออสเตเลีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตหลังคาและผนังโปร่งแสงอันดับหนึ่งของออสเตรเลีย ซึ่งจากการเติบโตของภาคอุสาหกรรมและที่อยู่อาศัยในภูมิภาคเอเชีย ทำให้มีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทหลังคาและผนังโปร่งแสงเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นเพื่อความสะดวกในการตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าในภูมิภาคนี้ จึงมีการส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ แม้ว่าปัจจุบันบริษัทฯ มีความสามารถในการผลิตหลังคาและผนังโปร่งแสงคุณภาพสูงถึงกว่าปีละ 2 ล้านเมตร แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของกลุ่มลูกค้า ทำให้ต้องมีการเร่งขยายโรงงาน และเพิ่มกำลังการผลิต โดยคาดว่าเมื่อเสร็จแล้วจะมีกำลังการผลิตสูงขึ้นเป็น 4 ล้านเมตร / ต่อปี

ด้านสัดส่วนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ นั้น แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 70 เปอร์เซ็นต์ และตลาดต่างประเทศ 30 เปอร์เซ็นต์ โดยส่งไปจำหน่ายในหลายประเทศ อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ฮ่องกง ศรีลังกา อินเดีย ปากีสถาน ฯลฯ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นเจ้าของโรงงาน หรือ อาคารคุณภาพสูง วิศวกร สถาปนิก ซึ่งจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ แอมเพิลไลท์ ที่ทำให้เป็นที่ยอมรับในเรื่องคุณภาพจากกลุ่มลูกค้านั้น นอกจากจะเป็นคุณสมบัติในการกระจายแสงและสะท้อนความร้อนได้ดีกว่าผลิตภัณฑ์ผนังและหลังคาโปร่งแสงทั่วไปในตลาดแล้ว ยังได้รับการยอมรับในเรื่องการนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ทันสมัยมาใช้ในการผลิต ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง ทำให้มีความทนทาน และอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิม อีกทั้งยังมีการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานก่อนส่งมอบงานแก่ลูกค้าทุกครั้ง ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวเป็นมาตรฐาน AS4256.3:2006 License No. SMKB20629 จาก SAI Global สถาบันรับรองมาตรฐานจากรัฐบาลออสเตรเลีย นับว่า แอมเพิลไลท์ เป็นผู้ผลิตรายแรกและรายเดียวของเอเชียที่ได้รับมาตรฐานสำคัญนี้

สำหรับผลิตภัณฑ์ของ แอมเพิลไลท์ สามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มงานอุตสาหกรรม และกลุ่มบ้านที่อยู่อาศัย ซึ่งในกลุ่มงานอุตสาหกรรมนั้นจำเป็นต้องมีความหลากหลายตามวัตถุประสงค์การใช้งาน
• โดยอาคารที่ต้องการความปลอดภัยสูง และต้องรองรับน้ำหนังบนแผ่นหลังคาได้มาก ควรใช้ผลิตภัณฑ์รุ่น เว็บกลาส (Webglas) ที่ผลิตจากใยถักประสานชนิดพิเศษ แอมเพิลไลท์ เว็บ แม็ท(Ampelite Web Matt) ซึ่งมีคุณสมบัติเสริมความแข็งแรงได้มากกว่าใยแก้วทั่วไป และมีการเคลือบผิวด้วย แม็กซิล ชีลด์ (Maxil) Shield ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้นเป็นพิเศษ
• แต่หากเป็นอาคารที่ต้องการลดความร้อนที่เข้ามาภายในอาคาร ขณะที่ยอมให้แสงสว่างผ่านเข้ามาในอาคารได้ ก็สามารถเลือกใช้ได้ทั้งรุ่น คูลไลท์ ซูปรา (Cool-Lite Supra)
• และหากเป็นอาคารที่ต้องการให้แสงสว่างผ่านเข้าสู่ในอาคารและต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีอายุยาวนานพิเศษ ก็สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รุ่น ซูปรากลาส (SupraGlas), ซีเล็ค เอ็กซตร้า (Sealex Extra) และรุ่น ท็อปไลท์ พลัส (TopLite Plus)
• หากใช้สำหรับบ้านที่อยู่อาศัย เน้นเรื่องความสวยงาม ดัดโค้งได้ดี มีสีสันเหมาะกับโทนสีและการออกแบบบ้าน ให้แสงที่สบายตา สามารถระบายน้ำได้ดี ก็ควรเลือก กันสาด ดีไลท์ (D-Lite)

ส่วนแผนการตลาด และพัฒนาผลิตภัณฑ์ในปีนี้ จะเน้นในเรื่องของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาด เพื่อเพิ่มทางเลือกในการใช้งานให้กับกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยจะต้องตอบสนองแนวคิดด้านการประหยัดพลังงาน ความปลอดภัย และลดปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งหนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญก็คือ ต้องสามารถลดความร้อนที่เข้าสู่ตัวอาคารได้มาก ขณะที่ยังให้ปริมาณแสงสว่างได้ในระดับสูง

ด้านผลกระทบของปัญหาราคาน้ำมันและความผันผวนของค่าเงินบาทที่ส่งผลในหลายกลุ่มธุรกิจนั้น นายชัย มนูญพงศ์ กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของทุกตลาด และยังส่งผลต่อต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ ค่าบริการขนส่ง และค่าบริการอื่นๆ ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งทางบริษัทฯ ได้มีการจัดการหาแนวทางรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริหารต้นทุนการผลิต และการบริการให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด แต่ทางบริษัทฯ ยังจะคงไว้ซึ่งส่วนของงบประมาณในส่วนของโปรแกรมส่งเสริมการขาย การประชาสัมพันธ์ รวมถึงการให้สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์กับกลุ่มเป้าหมายไว้เช่นเดิม เนื่องจากกิจกรรมเหล่านี้มีส่วนสำคัญ ทั้งยังส่งผลต่อการเติบโตของตลาดหลังคา และผนังโปร่งแสงในอนาคต
นำเสนอข่าว แอมเพิลไลท์ไฟเบอร์กลาส (ประเทศไทย) โดยบริษัท เดอะ เรด คอมมูนิเคชั่น จำกัด
รายละเอียดสอบถามเพิ่มเติมได้ที่คุณกัมปนาท ถวัลย์กิจดำรงค์ (หนุ่ม) โทร. 081-991-3223

อ้างอิง http://www.thaicontractors.com

สัมมนาการสร้างบ้าน

มีนาคม 9, 2009

สัมมนา การสร้างบ้านยุค “น้ำมันแพง”
สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน จัดสัมมนา Home Builder Seminar Volume V การสร้างบ้านในยุคน้ำมันแพง เพื่อการเตรียมตัวในด้านบริหารจัดการ รับมือสถานการณ์เศรษฐกิจที่น้ำมัน ต้นทุนหลักของทุกธุรกิจปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เชื่อกำลังซื้อยังมี มั่นใจปีนี้มูลค่าตลาดรวมประมาณ 8,500 ล้านบาทเท่าปีที่แล้ว

นายพันธ์เทพ ทานชิติกุล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศอยู่ในภาวะที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันราคาน้ำมันซึ่งเป็นปัจจัยหลักของต้นทุนสำหรับทุกธุรกิจก็มีทิศทางการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การบริหารและจัดการต้นทุนเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้ความสนใจ โดยในส่วนของธุรกิจรับสร้างบ้านเองก็ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวของราคาน้ำมันด้วยเช่นกัน จึงต้องมีการประเมิน และศึกษาถึงแนวทางเพื่อการบริหารและจัดการกับสภาวะดังกล่าว

การสัมมนาทางวิชาการของสมาคมในปีนี้ จึงยกปัญหาทางด้านราคาน้ำมันมาเป็นประเด็นหลัก รวมถึงเรื่องของคุณภาพในด้านการก่อสร้างบ้าน เป็นที่มาของ Home Builder Seminar Volume V “การสร้างบ้านคุณภาพในยุคน้ำมันแพง” เพื่อเพิ่มพูนข้อมูลและความรู้ให้กับสมาชิกสมาคมฯ และผู้ที่สนใจสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน

โดยเชิญวิทยากรผู้มีความรู้ในแขนงต่างๆ มาร่วมให้ข้อมูลและวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น เพื่อประโยชน์ที่จะนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานในการตัดสินใจและวางแผนธุรกิจ การสัมมนาจึงใช้ประเด็นหลักใหญ่ๆ คือ

ส่วนที่ 1. ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในยุคราคาน้ำมันแพง เน้นการบรรยายในลักษณะของการปาฐกถา กล่าวถึง ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ผลกระทบจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน รวมถึงทิศทางการปรับตัวของกลุ่มธุรกิจต่างๆ ให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดย ดร.ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

ส่วนที่ 2. บ้านแนวคิดใหม่ และ การบริหารต้นทุนงานก่อสร้าง บรรยายในลักษณะของ Panel Discussion ประกอบด้วย

- ทิศทางการออกแบบบ้านที่มุ่งเน้นการประหยัดพลังงาน รูปแบบบ้านใหม่ ๆ ที่น่าสนใจในปัจจุบัน โดย ผ.ศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ 8 สังกัดภาควิชาสถาปัตยกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

- การปรับตัวของธุรกิจรับสร้างบ้านเพื่อพัฒนาคุณภาพบ้าน พร้อมการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน โดย คุณพันธุ์เทพ ทานชิติกุล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน
- มุมมองและการบริหารจัดการต้นทุนการก่อสร้าง โดย คุณประสงค์ ธาราไชย นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

- วัสดุก่อสร้างรูปแบบใหม่ ลดต้นทุน ประหยัดพลังงาน รวมถึงการพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อควบคุมคุณภาพบ้าน โดย คุณธนนิตย์ รัตนเนนย์ ผู้อำนวยการบริหารช่องทางการจัดจำหน่าย บริษัท เอสซีจี ดิสทริบีวชั่น จำกัด

ดำเนินรายการ โดย คุณสุรัตน์ชัย กึงฮะกิจ อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน

นายพันธุ์เทพ กล่าวต่อว่า นโยบายการขยายฐานของตลาดรับสร้างบ้านด้วยกิจกรรมทางการตลาด เป็นเรื่องที่ดำเนินการต่อเนื่องทุกปี ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมโดยการออกบูธของสมาชิกสมาคมฯ ซึ่งจัดปีละ 2 ครั้งคือ ช่วงต้นปี ซึ่งจัดเฉพาะสมาชิกสามัญ ส่วนงานใหญ่ คือ งานรับสร้างบ้าน จะจัดในช่วงครึ่งปีหลัง

โดยปีนี้กำหนดจัดขึ้นวันที่ 20-24 สิงหาคม 2551 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถือเป็นปีแรกที่มีบริษัทรับสร้างบ้านเข้ามาร่วมออกงานมากกว่า 50 บริษัท พร้อมด้วยกลุ่มผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง สถาบันการเงิน

สำหรับตลาดรับสร้างบ้านครึ่งปีหลังน่าจะมีความคึกคักขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก โดยเฉพาะหากการเมืองมีความชัดเจนคาดว่ากำลังซื้อน่าจะกลับเข้ามา โดยประเมินสถานการณ์จากสมาชิกของสมาคมฯ พบว่ามีลูกค้าสนใจปลูกสร้างบ้านเพิ่มมากขึ้น คาดว่าหากมีการจัดกิจกรรมกระตุ้นการตัดสินใจเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง น่าจะสามารถดึงกำลังซื้อกลับมาได้เป็นจำนวนมาก ในส่วนมูลค่ารวมของตลาดรับสร้างบ้านในปี 2551 คาดว่าใกล้เคียงกับปีที่แล้ว คือ มูลค่าตลาดรวมประมาณ 8,500 ล้านบาท

อ้างอิง http://www.thaicontractors.com


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.